
20 ข้อ ครบ Piaget | Vygotsky | Maslow | PBL | STEM | Flipped Classroom | Active Learning | พร้อมเฉลย
ภาค ก20 ข้อพร้อมเฉลยปี 2569
แนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก 2569 หมวดจิตวิทยาการศึกษาและนวัตกรรม ครอบคลุมทฤษฎีพัฒนาการของ Piaget, Vygotsky, Erikson, ทฤษฎีการเรียนรู้ และนวัตกรรมการสอนสมัยใหม่ที่ออกสอบบ่อยมาก
แนวข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ก 2569 — จิตวิทยาการศึกษาและนวัตกรรมการสอน (20 ข้อ)
ข้อ 1. Jean Piaget แบ่งพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กออกเป็นกี่ขั้น
- ก. 3 ขั้น
- ข. 4 ขั้น
- ค. 5 ขั้น
- ง. 8 ขั้น
เฉลย : ข. 4 ขั้น
Piaget แบ่งพัฒนาการเป็น 4 ขั้น คือ (1) Sensorimotor (0–2 ปี) (2) Preoperational (2–7 ปี) (3) Concrete Operational (7–12 ปี) (4) Formal Operational (12 ปีขึ้นไป) ผู้เรียนระดับ ม.ปลายขึ้นไปอยู่ในขั้นที่ 4
จำ : ประสาท-สัญลักษณ์-รูปธรรม-นามธรรม
ข้อ 2. แนวคิด ZPD (Zone of Proximal Development) ของ Vygotsky หมายถึงอะไร
- ก. เขตที่เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องช่วย
- ข. ช่องว่างระหว่างสิ่งที่เด็กทำได้คนเดียวกับสิ่งที่ทำได้เมื่อมีผู้ช่วยแนะนำ
- ค. เขตที่เด็กมีพัฒนาการสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้
- ง. พื้นที่ในห้องเรียนที่เหมาะกับการเรียนรู้
เฉลย : ข.
ZPD คือช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่เด็กทำได้คนเดียว” กับ “สิ่งที่ทำได้เมื่อมีผู้ใหญ่หรือเพื่อนช่วย” Vygotsky เชื่อว่าครูควรสอนในระดับ ZPD เพื่อขยายศักยภาพผู้เรียน (Scaffolding)
ข้อ 3. Erik Erikson แบ่งพัฒนาการทางบุคลิกภาพตลอดช่วงชีวิตออกเป็นกี่ขั้น
- ก. 4 ขั้น
- ข. 5 ขั้น
- ค. 6 ขั้น
- ง. 8 ขั้น
เฉลย : ง. 8 ขั้น
Erikson เชื่อว่าพัฒนาการบุคลิกภาพเกิดขึ้นตลอดชีวิต 8 ขั้น เช่น ขั้น 1 ความไว้วางใจ vs ความไม่ไว้ใจ (แรกเกิด–1.5 ปี), ขั้น 5 อัตลักษณ์ vs ความสับสน (วัยรุ่น) เป็นต้น
ข้อ 4. ทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligences) ของ Howard Gardner กำหนดปัญญาไว้กี่ด้าน
- ก. 5 ด้าน
- ข. 6 ด้าน
- ค. 7 ด้าน
- ง. 8 ด้าน
เฉลย : ง. 8 ด้าน
Gardner กำหนดพหุปัญญา 8 ด้าน ได้แก่ (1) ภาษา (2) ตรรกะ-คณิตศาสตร์ (3) ดนตรี (4) ร่างกาย (5) มิติสัมพันธ์ (6) ธรรมชาติวิทยา (7) การรู้จักตนเอง (8) สังคม ภายหลังเพิ่ม ด้านที่ 9 คือปรัชญา/ชีวิต
ข้อ 5. Constructivism (ทฤษฎีการสร้างความรู้) เน้นแนวคิดอะไรเป็นหลัก
- ก. ผู้สอนถ่ายทอดความรู้ไปยังผู้เรียนโดยตรง
- ข. ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์และปฏิสัมพันธ์
- ค. ผู้เรียนต้องท่องจำตามแบบที่กำหนด
- ง. การเรียนรู้เกิดจากการเลียนแบบเท่านั้น
เฉลย : ข.
Constructivism เชื่อว่าผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองผ่านประสบการณ์ ไม่ใช่รับถ่ายทอดแบบ passive ครูทำหน้าที่เป็น Facilitator สร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการค้นพบ
ข้อ 6. Albert Bandura เน้นการเรียนรู้ผ่านกระบวนการใด
- ก. การลองผิดลองถูก (Trial and Error)
- ข. การวางเงื่อนไขแบบ Classical
- ค. การสังเกต เลียนแบบ และการเรียนรู้จากตัวแบบ
- ง. การท่องจำซ้ำๆ (Drill and Practice)
เฉลย : ค.
Bandura เสนอทฤษฎีSocial Learning Theory เน้นการเรียนรู้โดยการสังเกตและเลียนแบบ (Observational Learning) บุคคลเรียนรู้พฤติกรรมจากการดูตัวแบบ (Model) ที่ได้รับผลตอบแทน
ข้อ 7. B.F. Skinner เป็นนักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงด้านทฤษฎีใด
- ก. Classical Conditioning
- ข. Operant Conditioning
- ค. Cognitive Development
- ง. Humanistic Psychology
เฉลย : ข. Operant Conditioning
Skinner พัฒนา Operant Conditioning (การวางเงื่อนไขแบบกระทำการ) เน้นการใช้ Reinforcement (การเสริมแรง) และ Punishment เพื่อปรับพฤติกรรม ส่วน Classical Conditioning เป็นของ Pavlov
ข้อ 8. การสอนแบบ PBL (Problem-Based Learning) มีลักษณะอย่างไร
- ก. ครูบรรยายและนักเรียนจดตาม
- ข. ใช้ปัญหาที่ซับซ้อนและสมจริงเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้
- ค. นักเรียนทำโครงงานตามที่ครูกำหนด
- ง. นักเรียนเรียนผ่านสื่อออนไลน์
เฉลย : ข.
PBL = Problem-Based Learning ใช้ปัญหาจากชีวิตจริงหรือสถานการณ์ที่ซับซ้อนเป็นตัวกระตุ้นการเรียนรู้ นักเรียนค้นคว้า วิเคราะห์ และแก้ปัญหาร่วมกัน พัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์
ข้อ 9. STEM Education ย่อมาจากอะไร
- ก. Science, Technology, Economics, Mathematics
- ข. Science, Technology, Engineering, Mathematics
- ค. Social, Technology, Engineering, Methodology
- ง. Science, Training, Environment, Management
เฉลย : ข.
STEM = Science Technology Engineering Mathematics คือการศึกษาแบบบูรณาการ 4 สาขา เพื่อเตรียมผู้เรียนสู่โลกอนาคต เมื่อเพิ่ม Arts เข้าไปจะเรียกว่า STEAM
ข้อ 10. Flipped Classroom หรือ “ห้องเรียนกลับด้าน” มีแนวคิดหลักอย่างไร
- ก. นักเรียนนั่งหน้าห้องแทนครู
- ข. ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาล่วงหน้าที่บ้าน แล้วนำเวลาในชั้นเรียนมาทำกิจกรรมฝึกปฏิบัติ
- ค. ครูสอนในห้องเรียนตามปกติ แต่บ้านเป็นที่พัก
- ง. นักเรียนเรียนผ่านสื่อดิจิทัลเท่านั้น ไม่ต้องเข้าห้องเรียน
เฉลย : ข.
Flipped Classroom กลับบทบาทดั้งเดิม โดยให้ผู้เรียนดูวิดีโอ/อ่านเนื้อหาที่บ้าน แล้วนำเวลาในห้องเรียนมาใช้ทำกิจกรรม อภิปราย แก้โจทย์ หรือทำโครงงานร่วมกันกับครู
ข้อ 11. Active Learning มีลักษณะอย่างไรที่แตกต่างจากการสอนแบบดั้งเดิม
- ก. ครูบรรยายเพียงอย่างเดียว นักเรียนรับฟัง
- ข. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้อย่างตื่นตัว ลงมือทำ คิด พูด เขียน
- ค. นักเรียนท่องจำเนื้อหาและสอบ
- ง. ใช้เทคโนโลยีเป็นหลักในการสอน
เฉลย : ข.
Active Learning คือการจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนลงมือทำ ร่วมคิด สร้างสรรค์ ไม่ใช่นั่งฟังอย่างเดียว รูปแบบเช่น อภิปราย ทำโครงงาน เกม Role-play แก้ปัญหา ฯลฯ
ข้อ 12. Cooperative Learning มีองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการตามแนวคิดของ Johnson & Johnson ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบดังกล่าว
- ก. Positive Interdependence (การพึ่งพากันทางบวก)
- ข. Individual Accountability (ความรับผิดชอบส่วนบุคคล)
- ค. Competitive Spirit (จิตใจการแข่งขัน)
- ง. Social Skills (ทักษะทางสังคม)
เฉลย : ค. Competitive Spirit ไม่ใช่องค์ประกอบ
5 องค์ประกอบของ Cooperative Learning คือ (1) Positive Interdependence (2) Individual Accountability (3) Face-to-face Interaction (4) Social Skills (5) Group Processing — ไม่มีการแข่งขัน แต่เน้นความร่วมมือ
ข้อ 13. Metacognition หมายถึงอะไร
- ก. ความสามารถในการท่องจำข้อมูลได้แม่นยำ
- ข. การตระหนักรู้และควบคุมกระบวนการคิดของตนเอง
- ค. ความเชี่ยวชาญในเนื้อหาวิชาการ
- ง. การใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยคิด
เฉลย : ข.
Metacognition คือ “การคิดเกี่ยวกับการคิด” หรือการที่ผู้เรียนรู้จักและควบคุมกระบวนการคิดของตนเอง เช่น รู้ว่าตนเองเข้าใจหรือไม่ เลือกวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสม
ข้อ 14. CAI ย่อมาจากอะไร และใช้ในการศึกษาอย่างไร
- ก. Computer-Assisted Instruction — การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย
- ข. Classroom Augmented Intelligence — ปัญญาประดิษฐ์ในห้องเรียน
- ค. Continuous Assessment Index — ดัชนีการประเมินต่อเนื่อง
- ง. Creative Activity Integration — การบูรณาการกิจกรรมสร้างสรรค์
เฉลย : ก. Computer-Assisted Instruction
CAI = Computer-Assisted Instruction คือการใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อช่วยสอน นำเสนอบทเรียน ฝึกทักษะ ทดสอบ และให้ผลป้อนกลับทันที เหมาะสำหรับการเรียนรู้รายบุคคล
ข้อ 15. ทฤษฎีการเรียนรู้แบบ Humanistic ของ Carl Rogers เน้นสิ่งใด
- ก. การใช้รางวัลและการลงโทษเพื่อปรับพฤติกรรม
- ข. การเรียนรู้ที่มีความหมายต่อผู้เรียน ผู้เรียนมีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง
- ค. การเรียนรู้จากการสังเกตตัวแบบ
- ง. การเรียนรู้ผ่านขั้นตอนที่กำหนดอย่างเคร่งครัด
เฉลย : ข.
Rogers เน้นการเรียนรู้ที่มีความหมายสำหรับผู้เรียน ครูทำหน้าที่เป็น Facilitator ไม่ใช่ผู้บงการ เชื่อว่าผู้เรียนทุกคนมีแรงขับภายในในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองสู่ Self-actualization
ข้อ 16. E-Learning มีข้อดีที่ชัดเจนที่สุดเมื่อเทียบกับการเรียนในห้องเรียนปกติอย่างไร
- ก. ผู้เรียนสามารถถามครูได้ทันที
- ข. เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ยืดหยุ่น และสามารถทบทวนซ้ำได้
- ค. ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมากขึ้น
- ง. ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีใดๆ
เฉลย : ข.
E-Learning มีข้อดีคือความยืดหยุ่น — เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ทบทวนบทเรียนได้ไม่จำกัดครั้ง ลดข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลา เหมาะกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ข้อ 17. การสอนแบบ “Differentiated Instruction” หรือการสอนที่แตกต่างตามผู้เรียน หมายถึงอะไร
- ก. ครูสอนเนื้อหาเดียวกันให้ทุกคนเหมือนกัน
- ข. ครูปรับวิธีการสอน เนื้อหา และการประเมินให้เหมาะกับความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน
- ค. ครูสอนเฉพาะนักเรียนเก่งเท่านั้น
- ง. ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มตามคะแนนสอบ
เฉลย : ข.
Differentiated Instruction คือการสอนที่ปรับให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน โดยแบ่งตาม ความพร้อม (Readiness) ความสนใจ (Interest) และรูปแบบการเรียนรู้ (Learning Profile)
ข้อ 18. การพัฒนาการทางศีลธรรมของ Lawrence Kohlberg มีกี่ระดับ กี่ขั้น
- ก. 2 ระดับ 4 ขั้น
- ข. 3 ระดับ 6 ขั้น
- ค. 4 ระดับ 8 ขั้น
- ง. 5 ระดับ 10 ขั้น
เฉลย : ข. 3 ระดับ 6 ขั้น
Kohlberg กำหนด 3 ระดับ 6 ขั้น คือ ระดับ 1 ก่อนจริยธรรม (ขั้น 1-2) ระดับ 2 จริยธรรมตามสังคม (ขั้น 3-4) ระดับ 3 จริยธรรมเหนือสังคม (ขั้น 5-6) เด็กจะพัฒนาจากล่างขึ้นบนตามลำดับ
ข้อ 19. Scaffolding ในการเรียนการสอนหมายถึงอะไร
- ก. อุปกรณ์ก่อสร้างที่ใช้ในชั้นเรียน
- ข. การสนับสนุนช่วยเหลือที่ครูให้เพื่อช่วยให้ผู้เรียนทำงานที่ท้าทายได้ แล้วลดความช่วยเหลือลงเมื่อผู้เรียนพัฒนาขึ้น
- ค. โครงสร้างห้องเรียนที่เหมาะสม
- ง. แผนการสอนที่มีขั้นตอนชัดเจน
เฉลย : ข.
Scaffolding มาจากแนวคิด ZPD ของ Vygotsky คือการที่ครูให้ความช่วยเหลือ ชี้แนะ หรือสนับสนุนเพื่อช่วยให้ผู้เรียนทำสิ่งที่ท้าทายได้ โดยค่อยๆ ลดความช่วยเหลือลงเมื่อผู้เรียนเก่งขึ้น
ข้อ 20. PjBL (Project-Based Learning) แตกต่างจาก PBL (Problem-Based Learning) อย่างไร
- ก. PjBL ใช้คอมพิวเตอร์ แต่ PBL ไม่ใช้
- ข. PjBL เน้นการทำโครงงานเป็นผลผลิต ส่วน PBL เน้นกระบวนการแก้ปัญหา
- ค. PjBL สำหรับระดับมหาวิทยาลัย แต่ PBL สำหรับประถมศึกษา
- ง. ทั้งสองอย่างเหมือนกันทุกประการ
เฉลย : ข.
PjBL (Project-Based Learning) เน้นผลผลิตเป็นโครงงานที่จับต้องได้ เช่น สิ่งประดิษฐ์ วิดีโอ สื่อนำเสนอ
PBL (Problem-Based Learning) เน้นกระบวนการคิดและแก้ปัญหาจากสถานการณ์ที่กำหนด