วันเสาร์, 15 สิงหาคม 2563

ห้องเรียนกลับด้าน Flipped classroom

ห้องเรียนกลับด้าน (Flipped classroom)

ห้องเรียนกลับด้าน (Flipped classroom) เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่ได้รับความสนใจและนำมาใช้ในการเรียนการสอนในหลายแห่งสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการเรียนการสอนโดยผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner center) และเน้นการทำกิจกรรมในชั้นเรียนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 พร้อมที่จะดำรงชีวิตและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้

การสร้างห้องเรียนกลับด้าน (Our story : Creating the Flipped Classroom)

เริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องกรณีศึกษาของนักเรียนที่มีประสบปัญหาในการเรียนในชั้นเรียนมี 3 กรณี ได้แก่ นักเรียนที่ไม่สามารถจัดบันทึกเนื้อหาที่ครูสอนได้ทัน นักเรียนที่มีปัญหาขาดเรียนบ่อย และนักเรียนที่ทำคะแนนได้ดีแต่ไม่เข้าใจในประเด็นความคิด (key concept) ของเนื้อหาอย่างแท้จริง ผู้เขียนได้เล่าประสบการณ์การเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านที่ประสบความสำเร็จในการตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนที่แตกต่างกัน(personalized learning) และสามารถใช้ได้ในทุกสาขาวิชา โดยการบันทึกวิดีโอเนื้อหาสาระและให้ผู้เรียนสามารถศึกษามาก่อนเป็นการบ้าน จากนั้นมาพูดคุย ซักถามปัญหาในประเด็นที่ไม่เข้าใจในชั้นเรียน

ห้องเรียนกลับด้าน (The Flipped Classroom)

ผู้เขียนกล่าวถึงความหมายของห้องเรียนกลับด้าน และได้เล่าถึงขั้นตอนในการเรียนการสอนของห้องเรียนกลับด้าน โดยเริ่มแรกจะตองอูบรมผู้เรียนเกี่ยวกับวิธีการใช้งานโปรแกรมในการดูวิดีโอเช่น การหยุด (pause) การกรอกลับ (rewind) เป็นต้น เพื่อหยุดและเล่นวิดีโอตามที่ตนเองต้องการรวมทั้งสอนการจัดบันทึกตามหลักการของ Cornell Note Taking เพื่อจดประเด็นสำคัญของเนื้อหาและคำถามที่เกี่ยวข้องกับวิดีโอเพื่อมาพูดคุยอภิปรายในชั้นเรียน การทำกิจกรรมในชั้นเรียนในรูปแบบการสอนของห้องเรียนกลับด้าน แบ่งช่วงเวลาเป็น 5 นาทีแรกเป็นกิจกรรม warm up 10 นาทีถัดมาเป็นการซักถามข้อสงสัยในประเด็นเนื้อหาจากการดูวิดีโอที่ให้ผู้เรียนดูล่วงหน้าและช่วงท้ายของชั่วโมงประมาณ 75 นาที เป็นกิจกรรมที่ครูมอบหมาย หรือนักเรียนคิดเองหรือทำปฏิบัติการ(Lab) การเรียนในรูปแบบดังกล่าวนี้เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยผู้เรียนจะต้องรับผิดชอบในการดูวิดีโอเนื้อหาสาระและถามคำถามที่เหมาะสม ในขณะที่ผู้สอนได้เปลี่ยนบทบาทไปจากที่เป็นผู้สอน หรือผู้ให้เนื้อหา (deliver content) มาเป็นบทบาทติวเตอร์(Tutor) ที่คอยช่วยเหลือผู้เรียนและอำนวยความสะดวกในการเรียน ให้ผลป้อนกลับ (feedback)และแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหา (solution guides) ที่เป็นประโยชน์เพื่อให้ผู้เรียนสามารถทำงานได้สำเร็

ทำไมจึงควรใช้การเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Why you should flip your classroom)

ในบทนี้กล่าวถึงประโยชน์ของห้องเรียนกลับด้านที่มีต่อทั้งผู้สอน ผู้เรียนและผู้ปกครองของผู้เรียน ห้องเรียนกลับด้านสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนที่เรียนดีเรียนปานกลางและเรียนออนกล่าวคือผู้เรียนสามารถจัดการเวลาของตนเองในการเรียนได้ เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่สามารถดูผ่านวิดีโอออนไลน์ ผู้เรียนที่จดเนื้อหาไม่ทันเวลาที่ครูสอนบรรยายในห้องเรียนแบบเดิม ในห้องเรียนกลับด้านผู้เรียนสามารถที่จะหยุด (pause)ครูผู้สอนของตนเองหรือฟังซ้ำในเรื่องที่ไม่เข้าใจได้ ผู้เรียนที่ขาดเรียนบ่อยสามารถดูวิดีโอออนไลน์ล่วงหน้าหรือย้อนกลับมาดูวิดีโอที่ตนไม่ได้เข้าเรียน ส่วนผู้เรียนที่เรียนดีสามารถควบคุมความเร็ว (speed) ในการดูวิดีโอเช่น เร่งความเร็วของวิดีโอเป็นสองเท่า (double speed) เพื่อดูเนื้อหาที่ตนเองเข้าใจแล้วได้อย่างอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ผู้เรียนดูวิดีโอและมีประเด็นที่ยังไม่เข้าใจในเนื้อหา สามารถนำคำถามมาซักถามในกลุ่มย่อย หรือพูดคุยแบบเผชิญหน้า (face to face) กับครูผู้สอนในชั้นเรียนเป็นการเพิ่มการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน และเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนจากการทำกิจกรรมกลุ่มเนื่องจากผู้เรียนได้รู้จักและช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากขึ้น อีกทั้งเป็นการเพิ่มการสื่อสารระหว่างผู้เรียนและผู้ปกครองมากยิ่งขึ้นจากการที่ผู้ปกครองได้ดูวิดีโอพร้อมกับผู้เรียนที่บ้าน ผู้ปกครองสามารถพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาในวิดีโอไปพร้อมกัน ทางด้านประโยชน์ต่อครูผู้สอน ถ้าหากผู้เรียนมคำถามจากการดูวิดีโอในประเด็นที่ในเนื้อหานั้นจำนวนมากผู้สอนสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาปรับปรุงวิดีโอในหัวข้อนั้นให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ห้องเรียนกลับด้านยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำและข้อจำกัดในการเรียนการสอนแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนที่ขาดูแคลนครูผู้สอนในบางวิชา รวมไปถึงในเวลาที่ผู้สอนติดภารกิจอื่นที่ไม่สามารถมาสอนได้ ผู้เรียนก็สามารถศึกษาจากวิดีโอออนไลน์ได้ทุกที่และทุกเวลา

การพัฒนาการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านทำได้อย่างไร (How to implement the Flipped Classroom)

ในบทนี้จะกล่าวถึงการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน ไม่ว่า จะเป็นการนำวิดีโอของผู้อื่นมาใช้ในการเรียนการสอน หรือการสร้างวิดีโอขึ้นมาด้วย ตนเองโดยใช้โปรแกรมและอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น Screen casting program, Camtasia video, เว็บแคม (Webcam) digital pen annotation, Tablet, Interactive Whiteboard, เครื่องคอมพิวเตอร์ไมโครโฟนกล้องถ่ายวิดีโอ เป็นต้น การสร้างวิดีโอ มี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวางแผนบทเรียนตั้งแต่การกำหนดวัตถุประสงค์อย่างละเอียด ในการเรียนรู้เนื้อหาสาระ การเลือกเนื้อหา การวางสไลด์เพื่อนำเสนอเนื้อหา เป็นต้น 2) การบันทึกวิดีโอของบทเรียนโดยใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เช่น เว็บแคมและไมโครโฟนเพื่อเสียงและภาพที่ชัดเจน 3) การแก้ไขวิดีโอเพื่อลดข้อผิดพลาด 4) การเผยแพร่วิดีโอเช่น จัดเก็บวิดีโอในแม่ข่ายออนไลน์ (online hosting) หรือ เครื่องให้บริการ(server) ภายในหน่วยงาน การบันทึกไฟล์ลงในแผ่นดีวีดี (DVD) นอกจากนี้ผู้เขียนยังกล่าวถึงกฎสำคัญในการสร้างวิดีโอได้แก่ การทำเนื้อหาให้กระชับ 1 หัวเรื่องต่อ 1 วิดีโอภายในระยะเวลา 10 – 15 นาทีมีการปรับเสียงให้เป็นธรรมชาติ มีการทำรูปแบบการนำเสนอให้ดูน่าสนใจ เช่น การสนทนาระหว่างครู2 คน โดยสมมุติ บทบาทเป็นครูผู้สอนและผู้เรียน พูดคุยประเด็นหัวข้อที่ผู้เรียนไม่เข้าใจ มีการสอดแทรก อารมณ์ขันแต่ไม่ควรพูดออกนอกประเด็น มีการเพิ่มลูกเล่นประกอบ เช่น การซูมเข้า ซูมออก เป็นต้น ในตอนท้ายของบทเป็นการยกตัวอย่างกิจกรรมในชั้นเรียนของวิชาที่ใช้ การเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน เช่น วิชาภาษาอังกฤษจะให้ผู้เรียนพูดสนทนา อ่านวรรณกรรม ฝึกทักษะการเขียนเรื่องราวต่าง ๆ มีการแลกเปลี่ยนและวิจารณ์ในสิ่งที่ เขียนในชั้นเรียน ในชั้นเรียนของวิชาคณิตศาสตร์จะให้ผู้เรียนทำโจทย์ที่ซับซ้อนโดยมีครู คอยให้ความช่วยเหลือ  เป็นต้น นอกจากนี้ห้องเรียนกลับด้านยังช่วยให้ผู้เรียนสามารถ สร้างเนื้อหาได้เองซึ่งสะท้อนความเข้าใจในหัวข้อนั้น เช่น การเขียนบล็อก (blog) การสร้างวิดีโอ พอดแคสต์ (podcast)  เป็นต้น

ห้องเรียนกลับด้านและเรียนให้รู้จริง (The Flipped-Mastery Classroom)

บทนี้กล่าวถึงองค์ประกอบของการเรียนให้รู้จริง ประกอบด้วยการทำงานเป็นกลุ่มย่อย ระหว่างผู้เรียน การทำงานเป็นกลุ่มย่อยระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน หรือการทำงานส่วนบุคคล มีการประเมินเพื่อพัฒนา (Formative assessment) เพื่อวัดความเข้าใจของผู้เรียน ระหว่างการเรียนอย่างเป็นระยะและการประเมินผลสรุป (Summative assessment) เพื่อประเมินว่าผู้เรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ห้องเรียนกลับด้านและเรียนให้รู้จริง ครูสามารถเดินไปรอบห้องเรียนและโต้ตอบกับนักเรียนได้ทุกคน บทบาทของครูผู้สอน ควรจะเป็นผู้ให้ความรู้เนื้อหาที่จำเป็น และในกรณีที่ไม่ทราบคำตอบในเรื่องใดจะต้องเต็มใจ ที่จะค้นคว้าหาความรู้ไปพร้อมกับผู้เรียน ในบทนี้ยังกล่าวถึงส่วนประกอบของห้องเรียน กลับด้านและเรียนให้รู้จริงว่าประกอบด้วย (1) การกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนของเนื้อหา ที่เรียน (2) กำหนดว่าวัตถุประสงค์ใดที่เหมาะในการเรียนรู้แบบการสอบถาม (Inquiry) และวัตถุประสงค์ใดที่เหมาะกับวิธีการเรียนทางตรง (direct instruction)   (3) ต้องมั่นใจ ว่าผู้เรียนทุกคนสามารถเข้าใช้งานวิดีโอได้ โดยมีหลายช่องทางให้ผู้เรียนเลือกตามความเหมาะสมของแต่ละคน เช่นเรยนผ่านวิดีโอออนไลน์  มีการจัดเก็บวิดีโอไว้ที่เครื่องให้บริการของโรงเรียนแล้วให้ผู้เรียนดาวน์โหลดมาเก็บในหน่วยจัดเก็บแบบพกพา หรบันทึกกไฟล์  ลงในแผ่นดีวีดี (DVD) เพื่อกลับไปดูที่บ้าน   (4) เตรียมกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ในชั้นเรียนและทรัพยากรต่าง ๆ เช่น การทดลองหรือตารางทำการ(worksheet) ที่เกี่ยวข้อง   (5) มีการประเมินผลสรุปหลายรูปแบบเพื่อประเมินวัตถุประสงค์แต่ละหน่วยที่ศึกษา

กรณีศึกษาสำหรับต้นแบบของห้องเรียนกลับด้านที่รู้จริง (The Case for the Flipped-Master Model)

ในบทนี้จะยกตัวอย่างกรณีศึกษาจริงจากประสบการณ์การใช้ต้นแบบกลับด้านที่รู้จริง (flipped mastery model) โดยจะแทรกไปในประโยชน์และลักษณะของต้นแบบกลับด้าน ที่รู้จริง ต้นแบบกลับด้านที่รู้จริงสามารถตอบสนองความถนัดของผู้เรียนที่แตกต่างและ ความต้องการที่เป็นลักษณะเฉพาะบุคคล (personalized) ได้ โดยเฉพาะห้องเรียนที่มี ผู้เรียนจำนวนมากและมีเวลาในชั้นเรียนจำกัด เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ที่ แตกต่างกัน ต้นแบบกลับด้านที่รู้จริงจะต้องมีการประเมินเพื่อพัฒนาสำหรับผู้เรียนทุกคน เพื่อให้ผู้เรียนได้รับผลป้อนกลับโดยไม่ต้องเสียเวลารอในกรณีที่ผู้เรียนไม่เข้าใจเนื้อหา ส่วนใด สามารถอภิปรายกับครูได้ทันทีและหากผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์หนึ่งที่กำหนด ไว้แล้วจะวางแผนการเรียนในวัตถุประสงค์ต่อไป สำหรับผู้เรียนที่ไม่สามารถบรรลุ วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ผู้เรียนสามารถกลับไปเรียนใหม่ (relearn) จัดโปรแกรมสอน ซ่อมในส่วนที่ยังไม่บรรลุผลทั้งในกลุ่มย่อย หรือสอนตัวต่อตัว นอกจากนี้ต้นแบบรู้จริง (Master model) จะมีสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลายนอกจากวิดีโอเช่นเรยนจากหนังสือ หรือบางคนเลือกที่จะค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต เรียนจากห้องปฏิบัติการ เป็นต้น เพื่อให้ผู้เรียนมีอิสระในการเรียนโดยใช้กลยุทธ์การเรียนรู้ที่ดีที่สุด และควรมีการประเมิน การเรียนรู้หลายวิธี เช่น ประเมินด้วยข้อสอบประเมินผลสรุปแต่ละหน่วยการเรียน (summative unit exam) การพูดอภิปราย (verbal discussions) การนำเสนอผลงาน ด้วยไมโครซอฟต์ (power point presentations) วิดีโอขนาดสั้น การเขียนเรียงความ หรือวิธีอื่น ๆ ที่คิดโดยผู้เรียน เช่น เกมวิดีโอ (Video game)  เป็นต้น ต้นแบบกลับด้านที่รู้จริง สามารถเพิ่มปฏิสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าระหว่างครูและผู้เรียน ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เนื้อหา ที่ไหนก็ได้ตลอดเวลา แต่ในชั้นเรียนผู้เรียนสามารถทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เรียน เช่น ทดลองปฏิบัติการการทำงานในกลุ่มย่อย   เป็นต้น เป็นการฝึกการคิด ถาม พูดคุย วิเคราะห์ในสิ่งที่ทำ เพิ่มการทำงานของสมอง และเรียนรู้ได้มากขึ้น

จะสร้างต้นแบบกลับด้านที่รู้จริงได้อย่างไร (How to implement the Flipped-Mastery Model)

ในบทนี้ผู้เขียนได้ให้ข้อเสนอแนะในการสร้างต้นแบบกลับด้านที่รู้จริงว่าควรมี จดหมายเพื่อแจ้งผู้ปกครองเพื่ออธิบายถึงการใช้โมเดลนี้วัตถุประสงค์และประโยชน์ของ โมเดล ในเบื้องต้นผู้สอนมีการพูดคุยกับผู้เรียนถึงความรับผิดชอบในการดูวิดีโอและวิธีการ ดูวิดีโออย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ปุ่มคอนโทรลต่าง ๆ ของโปรแกรมดูวิดีโอวิธีการจัดบันทึก ให้มีประสิทธิภาพ เช่น Cornell note taking system เพื่อจัดบันทึกสรุปประเด็นสำคัญ ของเนื้อหา จดคำถามที่มีจากการดูวิดีโอโดยผู้เรียนแต่ละคนจะต้องนำคำถามนั้นมาพูดคุย หาคำตอบในชั้นเรียน ในชั้นเรียนผู้เรียนสามารถใช้เครื่องมือเชิงโต้ตอบ (interactive tools) ต่าง ๆ เช่น กระดานสมาร์ต (smart boards) เพื่อการทำงานร่วมกันโดยมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง (hand-on activity) ในห้องเรียน ผู้เรียนแต่ละคนอาจจะทำกิจกรรมที่แตกต่างกันได้ เช่น บางคนอาจจะอ่าน บางคนอาจจะเขียน บางคนอาจจะใช้คอมพิวเตอร์ทำงาน ผู้เรียน แต่ละคนจะเรียนรู้การจัดการเวลาของตนเอง รวมทั้งฝึกในการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นทักษะ ที่สำคัญสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ในตอนท้ายของบทกล่าวถึงประเด็นของการ ประเมินเพื่อพัฒนาและการประเมินผลสรุป ในกรณีที่เป็นการประเมินผลสรุปจะมีทั้งเป็น กระดาษและใช้ระบบคอมพิวเตอร์ข้อควรระวังจากการประเมินทั้งสองรูปแบบคือการโกง โดยคัดลอกคำตอบของผู้เรียน ดังนั้นการออกแบบคำถามควรเน้นความเข้าใจ การวิเคราะห์ สังเคราะห์เพื่อประเมินการเรียนรู้จริงของผู้เรียน

บทสรุป (Conclusion)

ผู้เขียนได้ให้ข้อคิดว่า การเรียนด้วยวิดีโอเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากและเหมาะ สำหรับหัวข้อบางหัวข้อ แต่อาจจะไม่เหมาะกับเนื้อหาในหัวข้ออื่นเนื่องจากบางหัวข้อ จำเป็นจะต้องให้ผู้เรียนค้นคว้าด้วยตนเองอย่างอิสระ หรืออาจจะใช้วิธีผสม (hybrid method) คือเนื้อหาบางหัวข้อสอนในรูปแบบเผชิญหน้า เนื้อหาบางหัวข้อสอนให้ผู้เรียน ค้นคว้าข้อมูล และเนื้อหาบางหัวข้อสอนในรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน การเรียนรู้แบบ ห้องเรียนกลับด้านเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนและมีผลทางบวก ผู้เรียนชื่นชอบการเรียน แบบห้องเรียนกลับด้าน ด้วยเหตุผลหลายประการเช่น สอนให้ผู้เรียนมีความรู้และรับผิดชอบ ในการเรียนรู้ เป็นวิธีการเรียนที่ยืดหยุ่นและเหมาะกับลักษณะเฉพาะของตนเอง สามารถ เรียนรู้เนื้อหาในเชิงลึกได้มากขึ้นในสภาพแวดล้อมที่มีการโต้ตอบและปฏิสัมพันธ์  ซึ่งช่วย ให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการเรียน

บทวิจารณ์หนังสือ Book Review สุธัญญา ด้วงอินทร์ สำนักวิชาสารสนเทศศาสตรมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์  อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช 80161 อีเมล์ : dsuthany@wu.ac.th

Bergmann, J., & Sams, A. (2012). Flip your classroom : Reach every student ibevery class every day : International Society for Technology in Education.


Loading...