ระบบวิทยฐานะครูตามหลักเกณฑ์ ว 9/2564 ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างเส้นทางความก้าวหน้าทางวิชาชีพที่ชัดเจนสำหรับครู โดยแบ่งวิทยฐานะออกเป็น 5 ระดับ แต่ละระดับมีระดับการปฏิบัติที่คาดหวัง คุณสมบัติ และเงื่อนไขการขอรับการประเมินที่แตกต่างกันไป การออกแบบเส้นทางความก้าวหน้านี้อิงตามแนวคิดที่ว่าครูต้องมีการพัฒนาให้มีสมรรถนะในการปฏิบัติงานสูงขึ้นตามระดับการปฏิบัติที่คาดหวังตามตำแหน่งและวิทยฐานะ
ภาพรวมวิทยฐานะครู 5 ระดับ
วิทยฐานะครูตามระบบใหม่ประกอบด้วย 5 ระดับ โดยแต่ละระดับสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญและความสามารถในการสร้างผลกระทบต่อผู้เรียนและวงวิชาชีพที่แตกต่างกัน ดังนี้
- ครู (ไม่มีวิทยฐานะ) – ปฏิบัติและเรียนรู้ (Execute and Learn)
- ครูชำนาญการ – ปรับประยุกต์ (Apply and Adapt)
- ครูชำนาญการพิเศษ – แก้ไขปัญหา (Solve the Problem) และริเริ่มพัฒนา (Originate and Improve)
- ครูเชี่ยวชาญ – คิดค้นปรับเปลี่ยน (Invent and Transform)
- ครูเชี่ยวชาญพิเศษ – สร้างการเปลี่ยนแปลง (Create an Impact)
ครู (ไม่มีวิทยฐานะ)
ระดับการปฏิบัติที่คาดหวัง
ครูที่เริ่มบรรจุเป็นครูผู้ช่วยต้องสามารถจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองให้มีความรอบรู้ในเนื้อหาและสมรรถนะวิชาชีพครู ในระหว่างที่มีการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม
ระดับการปฏิบัติที่คาดหวังคือ ปฏิบัติและเรียนรู้ (Execute and Learn) กล่าวคือ สามารถปรับประยุกต์การเรียนรู้และการปฏิบัติงานจนปรากฏผลลัพธ์กับผู้เรียนได้ตามมาตรฐานตำแหน่ง
คุณสมบัติและเงื่อนไขการขอรับการประเมิน
สำหรับการขอมีวิทยฐานะครูชำนาญการ ครูต้องมีคุณสมบัติดังนี้
- มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งครูไม่น้อยกว่า 3 ปี
- มีผลการประเมินการพัฒนางานตามข้อตกลง (PA) ย้อนหลัง 3 รอบ โดยมีผลการประเมินในแต่ละรอบผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
- มีวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ
ครูชำนาญการ
ระดับการปฏิบัติที่คาดหวัง
ครูชำนาญการต้องสามารถปรับประยุกต์ (Apply and Adapt) ความรู้และศาสตร์การสอนมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทและความแตกต่างของผู้เรียน รวมถึงแก้ไขปัญหา (Solve the Problem) ในการจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน และส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์
คุณสมบัติและเงื่อนไขการขอรับการประเมิน
สำหรับการเลื่อนเป็นวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ ครูต้องมีคุณสมบัติดังนี้
- มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการ ไม่น้อยกว่า 3 ปี
- มีผลการประเมินการพัฒนางานตามข้อตกลง (PA) ย้อนหลัง 3 รอบ โดยมีผลการประเมินในแต่ละรอบผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
- มีวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ
ภาระงาน
ครูชำนาญการต้องมีภาระงานเป็นไปตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด ได้แก่
- ชั่วโมงสอนตามตารางสอน
- งานส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้
- งานพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
- งานตอบสนองนโยบายและจุดเน้น
ครูชำนาญการพิเศษ
ระดับการปฏิบัติที่คาดหวัง
ครูชำนาญการพิเศษต้องสามารถริเริ่มพัฒนา (Originate and Improve) ปรับปรุงพัฒนางานให้ดีกว่าเดิมได้ และสอนให้ผู้เรียนมีกระบวนการคิด ประเด็นท้าทายที่เสนอต้องแสดงให้เห็นถึงการริเริ่มพัฒนาการจัดการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือมีการพัฒนามากขึ้น
คุณสมบัติและเงื่อนไขการขอรับการประเมิน
สำหรับการเลื่อนเป็นวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ ครูต้องมีคุณสมบัติดังนี้
- มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ ไม่น้อยกว่า 4 ปี
- มีผลการประเมินการพัฒนางานตามข้อตกลง (PA) ย้อนหลัง 4 รอบ โดยมีผลการประเมินในแต่ละรอบผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
- มีวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ
ครูเชี่ยวชาญ
ระดับการปฏิบัติที่คาดหวัง
ครูเชี่ยวชาญต้องสามารถคิดค้นปรับเปลี่ยน (Invent and Transform) สร้างสรรค์สื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับการทำงานในห้องเรียนให้ดีขึ้นได้ สอนให้ผู้เรียนค้นพบองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง
ประเด็นท้าทายต้องแสดงให้เห็นถึงการคิดค้นพัฒนานวัตกรรมและปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนรู้ จนทำให้คุณภาพผู้เรียนสูงขึ้น และสามารถให้คำปรึกษาผู้อื่นได้
คุณสมบัติและเงื่อนไขการขอรับการประเมิน
สำหรับการเลื่อนเป็นวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญพิเศษ ครูต้องมีคุณสมบัติดังนี้
- มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งครู วิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ ไม่น้อยกว่า 4 ปี
- มีผลการประเมินการพัฒนางานตามข้อตกลง (PA) ย้อนหลัง 4 รอบ โดยมีผลการประเมินในแต่ละรอบผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
- มีวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ
ผลงานทางวิชาการ
ครูเชี่ยวชาญต้องเสนอผลงานทางวิชาการ 1 รายการ เลือกระหว่าง
- งานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ หรือ
- นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้
ผลงานต้องเป็นไฟล์ PDF และคณะกรรมการจะประเมินทั้งคุณภาพผลงานและผลที่เกิดจากการนำผลงานไปใช้
ครูเชี่ยวชาญพิเศษ
ระดับการปฏิบัติที่คาดหวัง
ครูเชี่ยวชาญพิเศษต้องสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง (Create an Impact) สร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นนอกเหนือจากห้องเรียน สามารถสอนให้ผู้เรียนเกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้
ประเด็นท้าทายต้องแสดงให้เห็นถึงการคิดค้นพัฒนานวัตกรรม เผยแพร่และขยายผลจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในวงวิชาชีพ
คุณสมบัติและเงื่อนไขการขอรับการประเมิน
ครูเชี่ยวชาญพิเศษเป็นวิทยฐานะสูงสุด ผู้ที่จะเลื่อนเป็นวิทยฐานะนี้ต้องมีคุณสมบัติที่เข้มงวดที่สุด
ผลงานทางวิชาการ
ครูเชี่ยวชาญพิเศษต้องเสนอผลงานทางวิชาการ 2 รายการ ได้แก่
- งานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ 1 รายการ และ
- นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ 1 รายการ
โดยผลงานทั้งสองต้องเป็นผลงานที่เผยแพร่ผ่าน TCI (Thai-Journal Citation Index Centre) กลุ่ม 1 หรือกลุ่ม 2 และต้องส่งบทความวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในรูปแบบไฟล์ PDF พร้อมระบุชื่อวารสาร เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) และเว็บไซต์
ตารางสรุปเปรียบเทียบวิทยฐานะครู
| วิทยฐานะ | ระยะเวลาขั้นต่ำ | ระดับการปฏิบัติที่คาดหวัง | PA ย้อนหลัง | ผลงานทางวิชาการ |
|---|---|---|---|---|
| ครูชำนาญการ | 3 ปี | ปรับประยุกต์ | 3 รอบ | ไม่ต้องเสนอ |
| ครูชำนาญการพิเศษ | 3 ปี | แก้ปัญหา/ริเริ่มพัฒนา | 3 รอบ | ไม่ต้องเสนอ |
| ครูเชี่ยวชาญ | 4 ปี | คิดค้นปรับเปลี่ยน | 4 รอบ | 1 รายการ |
| ครูเชี่ยวชาญพิเศษ | 4 ปี | สร้างการเปลี่ยนแปลง | 4 รอบ | 2 รายการ (TCI) |
ข้อควรทราบเกี่ยวกับการขอรับการประเมิน
การเปลี่ยนแปลงระหว่างรอบการประเมิน
ในระหว่างการดำเนินการตามข้อตกลงในการพัฒนางาน หากมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ย้ายสถานศึกษา รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือได้รับมอบหมายให้ทำการสอนต่างวิชา ต้องดำเนินการตามแนวปฏิบัติที่กำหนด
ภาระงานแต่ละวิทยฐานะ
ทุกวิทยฐานะต้องมีภาระงานตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด ไว้ในหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.3/ว 21 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ซึ่งระบุภาระงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู

เส้นทางความก้าวหน้าทางวิชาชีพครูตาม ระบบ DPA https://dpa-sso.otepc.go.th จึงเป็นระบบที่ชัดเจน มีขั้นตอนที่เป็นระบบ และสะท้อนถึงการพัฒนาความเชี่ยวชาญของครูที่สูงขึ้นตามลำดับ โดยมุ่งเน้นที่การสร้างผลกระทบต่อผู้เรียนและวงวิชาชีพเป็นสำคัญ