การประเมินเพื่อขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะครูตามระบบ DPA มีการประเมินที่ครอบคลุมและเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในห้องเรียนและผลที่เกิดกับผู้เรียน การประเมินแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน และด้านผลงานทางวิชาการ
ภาพรวมการประเมินวิทยฐานะครู
การประเมินเพื่อขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะผ่านระบบ DPA กำหนดให้มีคณะกรรมการประเมิน 3 คน ต่อผู้ขอ 1 ราย โดยการประเมินจะดำเนินการใน 2-3 ด้าน ขึ้นอยู่กับวิทยฐานะที่ขอรับการประเมิน
สำหรับวิทยฐานะครูชำนาญการและครูชำนาญการพิเศษ จะมีการประเมิน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 และด้านที่ 2 ส่วนวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญและครูเชี่ยวชาญพิเศษ จะมีการประเมินทั้ง 3 ด้าน โดยเพิ่มด้านที่ 3 ด้านผลงานทางวิชาการเข้ามาด้วย
ด้านที่ 1: ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน
ด้านนี้เป็นการประเมินสมรรถนะของครูในการจัดการเรียนรู้จริง โดยพิจารณาจากเอกสารและหลักฐานที่ครูนำเสนอ 3 ประเภท ได้แก่
แผนการจัดการเรียนรู้
ครูต้องเสนอแผนการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบไฟล์ PDF จำนวน 1 ไฟล์ ซึ่งเป็นแผนที่ครูได้จัดทำขึ้นและนำไปใช้สอนจริง แผนนี้ต้องแสดงให้เห็นถึงการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามประเด็นที่ท้าทายในการจัดการเรียนรู้ตามบริบทของสถานศึกษา
ไฟล์วีดิทัศน์บันทึกการสอน
เป็นไฟล์วีดิทัศน์ที่แสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังตามมาตรฐานวิทยฐานะที่ขอรับการประเมิน จำนวน 1 ไฟล์ โดยมีรูปแบบและลักษณะทางเทคนิคที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน
รูปแบบการจัดทำ ต้องเป็นการบันทึกระหว่างปฏิบัติการจัดการเรียนรู้ตามสภาพจริง ทั้งในรูปแบบห้องเรียนทั่วไป ห้องเรียนออนไลน์ หรือห้องเรียนนอกสถานที่ โดยใช้กล้องถ่ายทำแบบตัวเดียว (Single video camera) ไม่มีส่วนนำ (No Title) ไม่มีดนตรีประกอบ ไม่มีการหยุดการถ่ายทำ (One-Take recording) ไม่มีการตัดต่อ (Un-Editing) และไม่มีการเดินกล้องตามครูหรือนักเรียน
มุมกล้อง ควรเป็นภาพที่ถ่ายจากมุมขวาหรือมุมซ้ายด้านหน้าของห้อง สาดมุมกล้องไปด้านหลัง เน้นภาพมองแบบตานก (Bird Eye-view – Long shot view) เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งห้องหรือสถานที่ในการจัดการเรียนรู้ได้ชัดเจน
ลักษณะทางเทคนิค ประเภทของไฟล์ต้องเป็น mp4 มีความละเอียดที่ชัดเจนเพียงพอ และความยาวไม่เกิน 60 นาที ตามแผนจัดการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริง
ไฟล์วีดิทัศน์แสดงสภาพปัญหาหรือแรงบันดาลใจ
เป็นไฟล์วีดิทัศน์ที่แสดงให้เห็นถึงสภาพปัญหา ที่มา หรือแรงบันดาลใจในการจัดการเรียนรู้ จำนวน 1 ไฟล์ โดยเปิดโอกาสให้ครูสามารถนำเสนอข้อมูลที่สะท้อนถึงการได้มาซึ่งวิธีการแก้ปัญหาหรือการพัฒนา
ครูต้องเป็นผู้นำเสนอจริงแบบปรากฏตัวและบรรยายด้วยตนเอง โดยการนำเสนอให้เป็นลักษณะการอธิบายการปฏิบัติการสอนและการปฏิบัติงานของตนเอง ระหว่างการนำเสนอสามารถสอดแทรก (Insert) ภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวได้ โดยไฟล์ต้องเป็น mp4 และความยาวไม่เกิน 10 นาที
ตัวชี้วัดการประเมิน
การประเมินด้านที่ 1 มีตัวชี้วัดที่สำคัญ 8 ข้อ ได้แก่
- ผู้เรียนสามารถเข้าถึงสิ่งที่เรียนและเข้าใจบทเรียน
- ผู้เรียนได้รับการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายและมีสว่นร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้
- ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกต่อการเรียนรู้ ต่อครูผู้สอน และต่อเพื่อนร่วมชั้นเรียน
- ครูมีการจัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศในการเรียนรู้ให้เหมาะสมและส่งเสริมการเรียนรู้
ตัวชี้วัดที่ 5-8 จะแตกต่างกันตามระดับวิทยฐานะ โดยวิทยฐานะที่สูงขึ้นจะมีความคาดหวังที่สูงขึ้นตามลำดับ เช่น การแก้ปัญหา การริเริ่มพัฒนา การคิดค้นนวัตกรรม หรือการสร้างการเปลี่ยนแปลง
เกณฑ์การให้คะแนน (Scoring Rubric)
การให้คะแนนใช้ระบบ 1-5 คะแนน โดย
- 1 คะแนน: สามารถปฏิบัติตามข้อ 1 ถึง 3 ได้ 1 ข้อ
- 2 คะแนน: สามารถปฏิบัติตามข้อ 1 ถึง 3 ได้ 2 ข้อ
- 3 คะแนน: สามารถปฏิบัติตามข้อ 1 ถึง 3 ได้ทั้ง 3 ข้อ
- 4 คะแนน: สามารถปฏิบัติตามข้อ 1 ถึง 3 ได้ทั้ง 3 ข้อ และปฏิบัติตามข้อ 4 หรือ 5 ได้ 1 ข้อ
- 5 คะแนน: สามารถปฏิบัติตามข้อ 1 ถึง 3 ได้ทั้ง 3 ข้อ และปฏิบัติตามข้อ 4 และ 5 ได้ทั้ง 2 ข้อ
ด้านที่ 2: ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน
ด้านนี้เป็นการประเมินผลที่เกิดขึ้นจริงกับผู้เรียนภายหลังจากการจัดการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากไฟล์ดิจิทัลผลงานหรือผลการปฏิบัติของผู้เรียนที่ปรากฏภายหลังจากการจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียนตามไฟล์วีดิทัศน์บันทึกการสอนที่เสนอไว้
รูปแบบการนำเสนอผลลัพธ์
ครูสามารถส่งไฟล์ดิจิทัลผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนได้หลายรูปแบบ รวมแล้วไม่เกิน 3 ไฟล์ ได้แก่
- ไฟล์วีดิทัศน์ (mp4) ความยาวไม่เกิน 10 นาที ถ้าส่งเป็นวีดิทัศน์ให้ส่งได้เพียง 1 ไฟล์
- ไฟล์ PDF จำนวนไม่เกิน 10 หน้า
- ไฟล์รูปภาพ ให้มีคำอธิบายใต้รูปภาพ จำนวนไม่เกิน 10 ภาพ
หลักการนำเสนอ
ผลลัพธ์ที่นำเสนอต้องมีความเชื่อมโยงกับประเด็นที่ท้าทายที่ได้ทำข้อตกลงในการพัฒนางานไว้ แสดงถึงที่มาของปัญหาอย่างเป็นระบบ มีเหตุผล มีร่องรอยหลักฐานที่เชื่อถือได้ และนำไปสู่การกำหนดเป้าหมายการพัฒนา
ครูควรนำเสนอผลงาน/ร่องรอย/ชิ้นงานของผู้เรียนในกลุ่มเป้าหมายอย่างน้อยร้อยละ 75 ของกลุ่มเป้าหมาย โดยควรนำเสนอผลงานของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ทั้งที่ประสบความสำเร็จมากและประสบความสำเร็จน้อย เพื่อให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนแต่ละคนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ตัวชี้วัดการประเมิน
การประเมินด้านที่ 2 มีตัวชี้วัดที่สำคัญ 4 ข้อ ได้แก่
- ผู้เรียนมีความรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ที่กำหนด (Basic Skills)
- ผู้เรียนมีความสามารถในกระบวนการคิดได้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์ มีวิจารณญาณและเป็นนวัตกร (Cognitive Abilities)
- ผู้เรียนมีความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะในสถานการณ์ต่างๆ (Cross-functional Skills)
- ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตร
คะแนนเต็มของด้านที่ 2 คือ 20 คะแนน โดยใช้ระบบ Scoring Rubric ที่ให้คะแนนแต่ละตัวชี้วัด 1-5 คะแนน แล้วนำมาคูณด้วยค่าน้ำหนัก
ด้านที่ 3: ด้านผลงานทางวิชาการ (สำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญ)
ด้านนี้เป็นการประเมินผลงานทางวิชาการของครูที่ขอเลื่อนเป็นวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญหรือครูเชี่ยวชาญพิเศษเท่านั้น โดยครูต้องเสนอผลงานทางวิชาการในรูปแบบไฟล์ PDF
ผลงานทางวิชาการสำหรับครูเชี่ยวชาญ
ครูต้องเสนอผลงานทางวิชาการ 1 รายการ เลือกจาก
- งานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ หรือ
- นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้
ผลงานทางวิชาการสำหรับครูเชี่ยวชาญพิเศษ
ครูต้องเสนอผลงานทางวิชาการ 2 รายการ ได้แก่
- งานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ 1 รายการ และ
- นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ 1 รายการ
โดยผลงานทั้งสองต้องเป็นผลงานที่เผยแพร่ผ่าน TCI (Thai-Journal Citation Index Centre) กลุ่ม 1 หรือกลุ่ม 2 และต้องส่งบทความวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในรูปแบบไฟล์ PDF พร้อมระบุชื่อวารสาร เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) และเว็บไซต์
เกณฑ์การประเมิน
การประเมินด้านที่ 3 พิจารณาจาก 2 ส่วนหลัก
ส่วนที่ 1: การพิจารณาคุณภาพผลงาน (50 คะแนน) ประกอบด้วย
- การนำเสนอผลงาน (20 คะแนน)
- ขั้นตอนการดำเนินงานวิจัยหรือพัฒนา (15 คะแนน)
- ผลการวิจัยหรือการพัฒนา (10 คะแนน)
- การอภิปรายผล สรุป และข้อเสนอแนะ (5 คะแนน)
ส่วนที่ 2: ผลที่เกิดจากการนำผลงานไปใช้ (50 คะแนน) ประกอบด้วย
- ผลการนำไปใช้ประโยชน์ (25 คะแนน)
- การเผยแพร่ผลงาน (25 คะแนน)
เกณฑ์การผ่านการประเมินโดยรวม
ด้านที่ 1 และด้านที่ 2
ผู้ขอรับการประเมินต้องได้คะแนนจากกรรมการแต่ละคน ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 สำหรับวิทยฐานะครูชำนาญการ และไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 สำหรับวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ ครูเชี่ยวชาญ และครูเชี่ยวชาญพิเศษ
ด้านที่ 3
ผู้ขอรับการประเมินต้องได้คะแนนจากกรรมการแต่ละคน ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 สำหรับวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ และไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 สำหรับวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญพิเศษ
การปรับปรุงผลงานทางวิชาการ
กรณีที่คณะกรรมการประเมินด้านที่ 1 และด้านที่ 2 มีผลการประเมินผ่านเกณฑ์ แต่ด้านที่ 3 เห็นควรให้ปรับปรุงผลงานทางวิชาการ โดยมีผลการประเมินจากคณะกรรมการไม่น้อยกว่า 2 คน ใน 3 คน ผ่านเกณฑ์ ให้ปรับปรุง 1 ครั้ง ภายใน 6 เดือน ทั้งนี้ผลงานทางวิชาการต้องอยู่ในวิสัยที่สามารถปรับปรุงได้ ต้องไม่เป็นการแก้ไขข้อมูลที่กระทบต่อความถูกต้องตามหลักวิชาการ
การประเมินทั้ง 3 ด้านนี้จึงเป็นการประเมินที่ครอบคลุมและเป็นระบบ มุ่งเน้นที่การพัฒนาจริงในห้องเรียน ผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน และความสามารถในการสร้างความรู้ใหม่ทางวิชาการของครู