เมื่อเกิดอุบัติเหตุบนถนนในประเทศไทย สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่รีบถ่ายรูปหรือตัดสินว่าใครผิด แต่คือหยุดรถ ประเมินอันตราย และตรวจว่ามีผู้บาดเจ็บหรือไม่ หากมีเหตุบาดเจ็บฉุกเฉินให้โทร 1669 แล้วทำตามคำแนะนำ ส่วนการแจ้งตำรวจ การเก็บหลักฐาน และการติดต่อประกันควรทำโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงให้ตัวเองหรือคนอื่น
คู่มือนี้เรียงลำดับการตั้งหลักสำหรับผู้ขับขี่และผู้พบเหตุ แยกเรื่องที่ควรทำทันทีออกจากเรื่องที่รอได้ พร้อมตัวอย่างการแจ้งเหตุและสถานการณ์ฝึกคิด ไม่ใช่คู่มือกู้ภัยหรือคำวินิจฉัยความรับผิดทางกฎหมาย ในเหตุจริงให้ยึดคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ที่ประเมินสถานการณ์นั้น
เกี่ยวกับภาพปก: ภาพแสดงอุปกรณ์เตือนเหตุฉุกเฉิน ไม่ใช่ตัวอย่างตำแหน่งหรือระยะวางอุปกรณ์บนถนน · ภาพประกอบสร้างด้วย AI
เกิดอุบัติเหตุบนถนน: จำลำดับสั้น ๆ ก่อน
- หยุดและตั้งสติ ประเมินรถที่ยังวิ่งอยู่ ไฟ ควัน สายไฟ และสิ่งของรั่วไหล อย่ารีบลงไปยืนกลางถนน
- ดูคนก่อนดูรถ ตรวจตนเอง ผู้โดยสาร และคนที่เกี่ยวข้องเท่าที่ทำได้อย่างปลอดภัย
- แจ้งความช่วยเหลือให้ตรงเหตุ โทร 1669 เมื่อมีผู้บาดเจ็บฉุกเฉิน และแจ้งตำรวจเมื่อเกิดเหตุ โดยบอกตำแหน่งให้ชัด
- ลดความเสี่ยงการชนซ้ำ เปิดไฟฉุกเฉินเมื่อรถหยุดจากเหตุผิดปกติ และเลือกจุดรอที่เหมาะกับสภาพจริง ไม่ยืนท้ายรถหรือในช่องทางเดินรถ
- ค่อยจัดการหลักฐานและประกัน ทำเมื่อพื้นที่ปลอดภัยและไม่ขัดขวางการช่วยผู้บาดเจ็บ
ลำดับนี้เป็นกรอบช่วยจำ ไม่ใช่ข้อบังคับให้ทำทีละข้อจนจบ หากเห็นเพลิงไหม้หรือคนหมดสติ ให้แจ้งเหตุเร่งด่วนทันที ไม่ต้องรอให้เก็บข้อมูลรถครบ
1. ประเมินพื้นที่ก่อนเปิดประตูรถ
หลังการชน ความตกใจอาจทำให้เราเปิดประตูออกไปโดยไม่มองรถที่ตามมา ลองหยุดสั้น ๆ เพื่อมองกระจกและรอบตัวก่อน หากรถอยู่ในช่องจราจรที่ยังมีรถวิ่งเร็ว การเดินวนถ่ายภาพรอบคันอันตรายกว่าการไม่มีภาพบางมุม
อย่าสรุปว่าต้อง “อยู่ในรถเสมอ” หรือ “ลงจากรถเสมอ” เพราะบริบทต่างกัน บทความ DLT เรื่องรถเสียบนทางด่วนแนะนำให้นั่งรอในรถและคาดเข็มขัด ส่วนบทความเรื่องของตกใส่รถแนะนำให้ออกไปยังจุดปลอดภัยเมื่อจุดเกิดเหตุมืดหรือมีรถสัญจรจำนวนมาก คำแนะนำทั้งสองกล่าวถึงเหตุคนละลักษณะ จึงไม่ควรนำข้อใดข้อหนึ่งไปใช้กับอุบัติเหตุทุกกรณี ให้ประเมินอันตรายเฉพาะหน้าและขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ โดยไม่ออกไปยืนในช่องจราจรหรือบริเวณที่เสี่ยงถูกชนซ้ำ
- ถ้าลงจากรถได้อย่างปลอดภัย ให้หลีกเลี่ยงด้านที่ติดกับกระแสจราจร และอย่ายืนระหว่างรถสองคัน
- หากมีควัน ไฟ กลิ่นผิดปกติ หรือของเหลวรั่ว อย่าเข้าใกล้เพื่อตรวจหรือทดลองซ่อมเอง ให้ถอยห่างและบอกเจ้าหน้าที่
- อย่าเดินตัดช่องจราจรไปวางอุปกรณ์เตือน ถ้าการทำเช่นนั้นเสี่ยงถูกรถชน
- ถ้าเป็นผู้ผ่านทาง อย่าจอดซ้อนคันหรือมุงจนปิดเส้นทางรถฉุกเฉิน
อ่านแนวทางเฉพาะกรณีจาก DLT: วิธีรับมือรถเสียบนทางด่วน และ DLT: วิธีรับมือเมื่อมีของตกใส่รถ ก่อนเดินทางไว้ล่วงหน้า
2. มีผู้บาดเจ็บ ให้โทร 1669 และอย่าเคลื่อนย้ายโดยไม่จำเป็น
การช่วยที่มีประโยชน์มากอย่างหนึ่งคือเรียกทีมที่มีความพร้อมมาถึงจุดเกิดเหตุ เมื่อมีผู้บาดเจ็บฉุกเฉิน โทร 1669 แจ้งสิ่งที่สังเกตได้ เช่น รู้สึกตัวหรือไม่ หายใจปกติหรือไม่ มีผู้บาดเจ็บกี่คน และมีคนติดอยู่ในรถหรือไม่ ไม่ต้องวินิจฉัยโรคหรือเดาว่ากระดูกส่วนใดหัก
อย่าดึงผู้บาดเจ็บให้ลุกหรือย้ายขึ้นรถส่วนตัวเพียงเพราะอยากพาไปโรงพยาบาลให้เร็ว โดยเฉพาะเมื่ออาจบาดเจ็บที่ศีรษะ คอ หรือหลัง การเคลื่อนย้ายผิดวิธีอาจทำให้อาการแย่ลง หากมีอันตรายคุกคามทันที เช่น ไฟไหม้ ให้แจ้งผู้รับสายอย่างชัดเจนและปฏิบัติตามคำแนะนำ โดยไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในอันตราย
หากผู้บาดเจ็บไม่ตอบสนอง ให้โทร 1669 ทันทีและแจ้งว่าหายใจปกติหรือไม่ หากไม่หายใจหรือหายใจเฮือก ให้ขอคำแนะนำการทำ CPR จากผู้รับสายและเริ่มช่วยเหลือโดยเร็วเมื่อพื้นที่ปลอดภัย ให้คนอื่นนำเครื่อง AED มาและทำตามคำสั่งเสียงของเครื่อง ผู้ที่ผ่านการฝึกให้ใช้ทักษะตามที่ได้รับการฝึก ไม่รอให้รถพยาบาลมาถึงจึงเริ่มช่วยชีวิต บทความนี้ไม่แทนการฝึกปฏิบัติกับผู้สอน แนวทางสังเกตภาวะหัวใจหยุดเต้นและช่วยชีวิตเบื้องต้นจากกรมการแพทย์
หลักเรื่องการไม่เคลื่อนย้ายโดยไม่จำเป็นอ้างอิง คู่มือการเรียนรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งแยกกรณีพื้นที่ปลอดภัยออกจากกรณีจำเป็นต้องพ้นอันตรายเร่งด่วน
3. โทรแจ้งเหตุอย่างไรให้เจ้าหน้าที่หาเจอ
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายสรุปข้อมูลหลักสำหรับการโทร 1669 ไว้สี่เรื่อง คือสถานที่ ลักษณะเหตุ จำนวนผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บ และอาการ หลังแจ้งแล้วควรฟังคำถามต่อ ไม่รีบวางสาย รายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่ประเมินและประสานความช่วยเหลือได้เหมาะสม
ตัวอย่างประโยคแจ้งเหตุ
“เกิดรถชนบนถนน… ฝั่งมุ่งหน้าไป… ใกล้ทางเข้า… มีผู้บาดเจ็บสองคน คนหนึ่งยังพูดตอบได้ อีกคนไม่ตอบสนอง ตอนนี้รถอยู่บริเวณ… เบอร์ติดต่อกลับคือ… ครับ/ค่ะ”
ตัวอย่างนี้เป็นแบบฝึกเรียบเรียงข้อมูล ไม่ต้องท่องให้ตรงคำ หากไม่ทราบชื่อถนนให้บอกจุดสังเกตที่เห็นจริง เช่น หลักกิโลเมตร ป้ายทางแยก อาคาร หรือชื่อร้านใกล้จุดเกิดเหตุ หากส่งพิกัดได้ให้ทำตามช่องทางที่เจ้าหน้าที่แนะนำ อย่าบอกทิศทางโดยเดา และอย่าเสี่ยงเดินไปหาป้ายบนถนน
- บอกด้วยว่ารถอยู่ฝั่งไหนหรือมุ่งหน้าไปที่ใด โดยเฉพาะถนนมีเกาะกลาง
- แจ้งอันตรายเพิ่มเติม เช่น มีควัน น้ำมันรั่ว รถกีดขวาง หรือคนติดในรถ
- ถ้าอาการหรือสถานการณ์เปลี่ยน ให้แจ้งผู้รับสาย ไม่ใช้ข้อมูลเดิมต่อไปเฉย ๆ
- หากมีผู้ช่วยหลายคน ให้แบ่งหน้าที่ชัด เช่น คนหนึ่งโทร อีกคนดูแลผู้บาดเจ็บตามคำแนะนำ ไม่แย่งกันสั่งการ
ที่มา: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย: โทร 1669 ให้เป็น เผยแพร่ 28 กันยายน 2569
4. หยุดช่วยและแจ้งเหตุ ไม่ใช่รอพิสูจน์ก่อนว่าใครผิด
พระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 78 กำหนดว่า เมื่อการขับรถก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือไม่ ผู้ขับขี่ต้องหยุดรถ ให้ความช่วยเหลือตามสมควร แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที พร้อมแจ้งชื่อ นามสกุล ที่อยู่ และหมายเลขทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหาย ไม่ต้องรอให้ตกลงกันก่อนว่าใครผิด
ดังนั้น “คิดว่าเราไม่ผิดจึงขับออกไปได้” เป็นความเข้าใจที่ไม่ควรใช้ตัดสินใจ หากจำเป็นต้องพ้นจุดอันตราย ให้สื่อสารกับเจ้าหน้าที่และคู่กรณีให้ชัดว่าตนอยู่ที่ใด อย่าออกจากเหตุโดยไม่แสดงตัวหรือไม่แจ้งข้อมูล บทความนี้ไม่ตัดสินคดีรายกรณีและไม่แนะนำให้ลงชื่อรับผิดในเอกสารที่ยังไม่เข้าใจ
อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติจราจรทางบก ฉบับเผยแพร่บนเว็บไซต์วุฒิสภา มาตรา 78 อ่านประกอบ พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2562 มาตรา 5 ซึ่งปรับถ้อยคำเจ้าหน้าที่ในมาตรานี้เป็น “ตำรวจ” สำหรับเหตุเฉพาะควรสอบถามตำรวจหรือผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย
5. ถ่ายหลักฐานเมื่อปลอดภัย ไม่แลกภาพกับความเสี่ยง
เมื่อจัดการความช่วยเหลือเร่งด่วนแล้ว จึงเก็บข้อมูลที่จะอธิบายเหตุการณ์ได้ เริ่มจากจดเวลาและตำแหน่ง ถ่ายภาพรวมที่ปลอดภัยก่อนภาพระยะใกล้ และเก็บไฟล์กล้องหน้ารถต้นฉบับไว้ อย่ารีบตัดต่อหรือใส่ข้อความทับต้นฉบับ เพราะอาจทำให้บริบทช่วงก่อนและหลังเหตุหายไป
- บันทึกทะเบียนรถที่เกี่ยวข้อง ลักษณะรถ และตำแหน่งโดยรวมเท่าที่เห็นได้อย่างปลอดภัย
- ถ่ายความเสียหายและสภาพแวดล้อมโดยไม่เดินไปกลางช่องทางรถ
- แลกข้อมูลติดต่อที่จำเป็นกับคู่กรณี และจดชื่อเจ้าหน้าที่หรือเลขรับแจ้งเมื่อได้รับ
- ติดต่อบริษัทประกันตามข้อมูลในกรมธรรม์ของตน ถามขั้นตอนและเอกสารที่ต้องใช้โดยตรง
- เก็บหลักฐานไว้ส่งให้ตำรวจหรือประกัน ไม่โพสต์ใบหน้า บัตรประชาชน หรือภาพผู้บาดเจ็บลงสาธารณะโดยไม่จำเป็น
หากยังไม่แน่ใจว่าควรเคลื่อนรถหรือไม่ ให้แจ้งตำรวจหรือผู้ดูแลทางถึงตำแหน่งรถ การกีดขวาง และอันตรายที่มี แล้วทำตามคำแนะนำ ไม่ควรใช้กฎจำง่ายว่า “ห้ามขยับทุกกรณี” หรือ “ถ่ายรูปแล้วขยับได้ทุกกรณี” เพราะรถอาจไม่ปลอดภัยต่อการเคลื่อน มีผู้บาดเจ็บ หรือมีข้อเท็จจริงที่ต้องตรวจ
สถานการณ์ฝึกคิด: เรื่องใดควรมาก่อน
สถานการณ์ต่อไปนี้เขียนขึ้นเพื่อทบทวนการตัดสินใจ ไม่ใช่ข้อสอบจริงของกรมการขนส่งทางบก
กรณีที่ 1: รถชนกันเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในเลนที่รถวิ่งเร็ว
ควรทำอย่างไร: ตั้งสติ เปิดไฟฉุกเฉิน ประเมินผู้บาดเจ็บและอันตราย ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อจัดการพื้นที่ก่อนเดินถ่ายภาพ การเห็นความเสียหายเล็กน้อยไม่ได้แปลว่าจุดที่ยืนอยู่ปลอดภัย
กรณีที่ 2: ผู้โดยสารบอกว่าเจ็บคอหลังการชน
ควรทำอย่างไร: แจ้ง 1669 และบอกอาการ อย่าช่วยดึงให้ลุกหรือบิดตัวเพื่อ “ลองดูว่ายังขยับได้ไหม” ความช่วยเหลือที่เหมาะสมต้องไม่เพิ่มการบาดเจ็บ
กรณีที่ 3: มีคนโทรแจ้งเหตุแล้ว แต่ไม่มีใครบอกทิศทางถนน
ควรทำอย่างไร: ช่วยหาข้อมูลจากจุดสังเกตที่มองเห็นโดยไม่ออกไปเสี่ยง แล้วให้ผู้แจ้งส่งข้อมูลเพิ่มเติม ถนนชื่อเดียวกันอาจมีหลายฝั่ง หลายทางขึ้น หรือมีเกาะกลางที่รถฉุกเฉินข้ามไม่ได้ทันที
กรณีที่ 4: คู่กรณีขอให้โอนเงินจบทันที ทั้งที่ยังไม่ตรวจความเสียหาย
ควรทำอย่างไร: ไม่รีบตัดสินใจเพราะความตกใจ ให้ข้อมูลตามจริง แจ้งเจ้าหน้าที่และประกัน และอ่านเอกสารให้เข้าใจก่อนตกลง การช่วยผู้บาดเจ็บกับการตกลงชดใช้เป็นคนละเรื่อง
กรณีที่ 5: เป็นผู้พบเหตุ แต่ไม่มีทักษะกู้ภัย
ควรทำอย่างไร: ช่วยแจ้งตำแหน่ง จำนวนผู้บาดเจ็บ และอันตราย เปิดพื้นที่ให้ทีมช่วยเหลือ ไม่เข้าไปในจุดเสี่ยงหรือทดลองเคลื่อนย้ายคน การโทรข้อมูลชัดและไม่สร้างอุบัติเหตุเพิ่มเป็นความช่วยเหลือที่สำคัญ
คำถามที่พบบ่อย
ควรโทรประกันก่อนหรือ 1669 ก่อน?
หากมีผู้บาดเจ็บฉุกเฉิน ให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์มาก่อน ติดต่อ 1669 และแจ้งตำรวจ ส่วนประกันติดต่อหลังจากจัดการความปลอดภัย หรือให้ผู้ช่วยอีกคนดำเนินการโดยไม่รบกวนการช่วยเหลือ
คนเจ็บยังพูดได้ แปลว่าไม่ต้องขอความช่วยเหลือหรือไม่?
ไม่ควรสรุปจากการพูดได้อย่างเดียว หากมีอาการบาดเจ็บหรือกังวลว่าเป็นเหตุฉุกเฉิน ให้บอกอาการจริงแก่ 1669 เพื่อให้ผู้รับแจ้งประเมิน ไม่ใช้บทความหรือคำบอกเล่าคนข้างทางวินิจฉัยแทน
ลงไปตั้งสามเหลี่ยมเตือนทันทีทุกครั้งหรือไม่?
ต้องประเมินความปลอดภัยก่อน หากต้องเดินในช่องจราจรที่รถวิ่งเร็วหรือมองไม่เห็นกัน การลงไปตั้งอุปกรณ์อาจสร้างผู้บาดเจ็บเพิ่ม ให้ขอคำแนะนำจากผู้ดูแลทางและอย่ากำหนดระยะวางเดียวสำหรับถนนทุกแบบ
จำเป็นต้องเผยแพร่คลิปเพื่อหาคนผิดหรือไม่?
ไม่จำเป็น เก็บต้นฉบับและส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน การเผยแพร่คลิปที่ไม่มีบริบทครบอาจละเมิดความเป็นส่วนตัวหรือทำให้เกิดข้อกล่าวหาที่คลาดเคลื่อน
เช็กลิสต์เตรียมไว้ก่อนเดินทาง
- บันทึกเบอร์ 1669 และข้อมูลติดต่อประกันของตนไว้ในโทรศัพท์
- รู้ว่ารถมีไฟฉุกเฉิน อุปกรณ์สะท้อนแสง และจุดเก็บเอกสารอยู่ที่ใด
- ตรวจว่ากล้องหน้ารถทำงานและวันเวลาถูกต้อง โดยไม่ตั้งค่าระหว่างขับ
- ตกลงกับผู้ร่วมเดินทางว่าใครช่วยโทรและดูแลเด็กหรือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ หากเกิดเหตุ
- หาโอกาสฝึกปฐมพยาบาลและ CPR จากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ การอ่านเพียงอย่างเดียวไม่แทนทักษะภาคปฏิบัติ
สรุป: หลังเกิดอุบัติเหตุ ให้เริ่มจากชีวิตและความปลอดภัยของพื้นที่ แจ้งเหตุให้ชัด ช่วยเท่าที่ทำได้อย่างเหมาะสม แล้วค่อยจัดการหลักฐานและประกัน ไม่ต้องเสี่ยงเพิ่มเพื่อทำทุกอย่างให้เสร็จด้วยตัวคนเดียว
เตรียมความเข้าใจก่อนเกิดเหตุด้วย วิธีใช้ไฟฉุกเฉินและไฟรถยนต์ให้ตรงสถานการณ์ โดยไม่ถือว่าเปิดไฟแล้วสามารถหยุดในจุดอันตรายได้
แหล่งข้อมูลที่ใช้ตรวจทาน
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย: โทร 1669 ให้เป็น
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่: คู่มือการเรียนรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน
- กรมการขนส่งทางบก: วิธีรับมือรถเสียบนทางด่วน
- กรมการขนส่งทางบก: วิธีรับมือเมื่อมีของตกใส่รถ
- พระราชบัญญัติจราจรทางบก: มาตรา 78 ฉบับเผยแพร่บนเว็บไซต์วุฒิสภา
- ราชกิจจานุเบกษา: พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2562 มาตรา 5
- กรมการแพทย์: การสังเกตภาวะหัวใจหยุดเต้น การโทร 1669 และการช่วยด้วย CPR/AED, 21 ตุลาคม 2569
ตรวจทานแหล่งข้อมูลวันที่ 25 ตุลาคม 2569 เนื้อหาเป็นความรู้ทั่วไป ไม่แทนคำแนะนำจากผู้รับแจ้งเหตุ บุคลากรการแพทย์ ตำรวจ หรือผู้เชี่ยวชาญที่ประเมินเหตุจริง
ทบทวนการตัดสินใจขับขี่ต่อที่ QuizPro
หากต้องการฝึกคิดเรื่องความปลอดภัยบนถนนเพิ่มเติม เลือกทำ แบบฝึกทบทวนการขับขี่ปลอดภัยที่ QuizPro ได้ตามสะดวก แบบฝึกนี้เป็นสื่อเสริม ไม่ใช่ข้อสอบทางการ ไม่แทนการอบรมปฐมพยาบาล และไม่ได้ครอบคลุมหลักสูตรใบขับขี่ทั้งหมด