ชื่อผลงาน การพัฒนาตามข้อตกลง (MOU) ตามแบบข้อเสนอในการพัฒนางาน (ด้านที่ 3 ส่วนที่ 3)
ที่ ก.ค.ศ.กำหนดโครงการพัฒนาระบบคุณภาพเพื่อสร้างมาตรฐานโรงเรียนดี
นักเรียนมีคุณภาพที่ยั่งยืน
ผู้วิจัย นายเดช ปาจรียานนท์
ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา
สังกัด โรงเรียนอนุบาลเลย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1
ปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2559
บทสรุป
ในการรายงานการพัฒนาตามข้อตกลง (MOU) ตามแบบข้อเสนอในการพัฒนางาน (ด้านที่ 3 ส่วนที่ 3) ที่ ก.ค.ศ.กำหนดโครงการพัฒนาระบบคุณภาพเพื่อสร้างมาตรฐานโรงเรียนดี นักเรียนมีคุณภาพที่ยั่งยืนครั้งนี้ ผู้รายงานได้พัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้ ของโรงเรียนอนุบาลเลย จนเกิดประสิทธิภาพ โดยมีแนวทางการพัฒนาที่สรุปเป็นรายข้อ ดังนี้
- การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
ครูมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการและบทบาทในการจัดการเรียนรู้ในทางบวกมากขึ้น เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีบทบาทร่วมในการพัฒนาตนเองให้เต็มศักยภาพ โดยเน้นทักษะกระบวนการ มีส่วนร่วมในการแสดงออกได้ฝึกปฏิบัติจริง จัดบรรยากาศประชาธิปไตย ส่งเสริมการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองให้นักเรียนได้ค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ จัดกิจกรรมพัฒนาบุคลิกภาพ และลักษณะนิสัยอย่างกลมกลืนโดยอาศัยข้อมูลสารสนเทศของนักเรียนรายบุคคล ทั้งพัฒนาการด้านร่างกาย สติปัญญา และ จิตใจ ที่มีคุณภาพและเป็นปัจจุบัน มีการจัดการเรียนการสอนตามสภาพจริง ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ครูส่วนใหญ่ปรับบทบาทให้เป็นผู้จัดหรืออำนวยความสะดวกให้เกิดการเรียนรู้ ไม่เน้นเพียงแต่เนื้อหาความรู้มุ่งให้จบหลักสูตร สนใจความแตกต่างระหว่างผู้เรียนมากขึ้น มีการจัดเตรียมสื่อ-อุปกรณ์การสอนที่หลากหลายที่นักเรียนสนใจ เชื่อมโยงเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน วิถีทาง การดำเนินชีวิต และสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม ครูมีความสามัคคี ทำงานเป็นหมู่คณะร่วมกันพัฒนาการเรียนการใช้เครือข่ายการสอนในการผลิตสื่อการเรียนรู้และให้การบ้านร่วมกัน มีการให้คำแนะนำและนิเทศแก่กันและกัน จนกระทั่งนักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนการสอนของครู ทำให้ปริมาณและคุณภาพของชิ้นงานจากการเรียนรู้ ของนักเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีเป็นไปตามที่คาดหวังเป็นส่วนใหญ่
- การพัฒนาการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้
ครูจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นจากเดิมก่อนการพัฒนาประมาณ พัฒนา ร้อยละ 38 (20 คน) เป็นร้อยละ 100 (53 คน) เมื่อสิ้นสุดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 โดยครูผู้สอนได้ร่วมกันวิเคราะห์และปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียน จัดทำและปรับปรุงการแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่ตนเองรับผิดชอบได้อย่างมีคุณภาพ เป็นส่วนใหญ่ มีกิจกรรมการเรียนรู้ที่ตอบสนองความสนใจ ความถนัด และคำนึงถึงความแตกต่างของนักเรียนมากขึ้น และครูที่สอนในรายวิชาเดียวกันร่วมกันวางแผนการจัดการเรียนรู้ขึ้น ค้นคว้าหาองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ และจัดหา/ผลิตสื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ เพิ่มมากขึ้น มีการรายงานผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น จากเดิมก่อนการพัฒนาร้อยละ 30 (16 คน) เป็นร้อยละ 100 (3 คน) เมื่อสิ้นสุดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559
- การพัฒนาการจัดแหล่งเรียนรู้
แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนถือเป็นปัญหาที่ต้องการพัฒนาเป็นอันดับต้นๆ ทั้ง ด้านปริมาณและคุณภาพ หลังจากการพัฒนาโรงเรียนมีจำนวนแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น เช่น การขยาย พื้นที่การใช้งานห้องสมุด จัดบรรยากาศให้เอื้อต่อการค้นคว้า จัดหาหนังสือและเอกสารทางวิชาการทั้งการจัดซื้อและขอรับบริจาคจากสถาบันต่างๆให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น จัดหาคอมพิวเตอร์มาให้บริการแก่นักเรียนในการค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น รวมทั้งพัฒนาระบบการให้บริการค้นคว้า ศึกษาหาความรู้ แก่ครูและนักเรียน พัฒนาห้องแนะแนว ห้องสมุดกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ และห้องพิพิธภัณฑ์ ที่มีอยู่เดิมให้มีคอมพิวเตอร์ พร้อมคู่สายอินเตอร์เน็ต Software สื่อ – อุปกรณ์ การเรียนรู้ด้วยตนเองสำหรับสามารถบริการแก่ครูและนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ครูและนักเรียนมีทักษะใน การใช้แหล่งค้นคว้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มขึ้น อัตราส่วนจำนวนนักเรียนกับจำนวน เครื่องคอมพิวเตอร์ เพิ่มขึ้น (เดิมก่อนการพัฒนา 5 : 1 เป็น 1 : 1 ) จำนวนคู่สายโทรศัพท์ที่ใช้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในโรงเรียนเพิ่มขึ้น จากก่อนการพัฒนามีเพียง 1 คู่สาย เป็น 2 คู่สาย และมีระบบเครือข่ายไร้สาย แบบ Wireless LAN และมี Website ของโรงเรียนเพื่อการติดต่อประสานงานและการค้นคว้าข้อมูล ข่าวสาร ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
- การพัฒนาการวัดและการประเมินผลการเรียนรู้
ผู้รับผิดชอบงานวัดและประเมินผลของโรงเรียนและครูผู้สอนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการวัดผลและประเมินผลตามสภาพจริง ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้มีคลังข้อสอบ และครูมีการวิเคราะห์ข้อสอบเพิ่มขึ้นมีการพัฒนา ระบบการบริการและแบบฟอร์มของงานวัดผลให้มีคุณภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดรวมทั้งพัฒนาระบบการรายงานผลการประเมิน ผลการเรียนแก่นักเรียน ครู ผู้ปกครอง และผู้บริหาร นำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในการบริหารงานวัดและประเมินผลทุกขั้นตอน ครูพัฒนาเครื่องมือในการวัดผลประเมินผลตามสภาพจริงอย่างหลากหลาย และให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดเกณฑ์การประเมิน มีเครือข่ายการประเมินผลการเรียนรู้ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ซึ่งประกอบด้วย ครูผู้สอน ครูแนะแนวนักเรียนและผู้ปกครอง มีส่วนร่วมในการประเมินผลการพัฒนาของนักเรียน ครูและนักเรียนมีการปรับเปลี่ยนวิธีการสอนและการเรียนอย่างชัดเจน นักเรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพมีความสุขในการเรียนไม่เคร่งเครียด และครูเน้นการประเมินผล การพัฒนาการของนักเรียนมากขึ้นครอบคลุมทั้งกระบวนการและผลงาน ทั้งความรู้ ทักษะ การปฏิบัติพฤติกรรมการแสดงออก และพฤติกรรมการทำงานร่วมกัน
- การพัฒนาการสอนซ่อมเสริม
มีการจัดสอนซ่อมเสริม ทั้งจากครูเป็นผู้ดำเนินการจากวิทยากรรับเชิญ และจากนักเรียนร่วมสถาบัน ในช่วงเวลาหลังเลิกเรียน วันหยุดภาคฤดูร้อน ซึ่งเป็นการเสริมความรู้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดี และซ่อมเสริมความรู้ในบทเรียนแก่นักเรียนที่มีผลการเรียนอ่อน มีปัญหาด้านการเรียนไม่ผ่านเกณฑ์การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนได้รับความรู้และมีความสุขในการเรียน เกิดกำลังใจในการเรียน การพัฒนาการสอนซ่อมเสริมในครั้งนี้ ช่วยพัฒนาศักยภาพทางการเรียนของนักเรียนดีขึ้น นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นจากเดิม ในภาคเรียนที่ 1 และ 2 ปีการศึกษา 2558 มีผลการเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 2.41 และ 2.40 ตามลำดับ พัฒนาเป็น 2.77 และ 2.84 ในภาคเรียนที่ 1 และ 2 ปีการศึกษา 2559 ไม่มีนักเรียนที่ออกกลางคันเนื่องจากมีปัญหาด้านการเรียน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลการเรียนเฉลี่ยของนักเรียนแคบลง นักเรียนรุ่นพี่กับรุ่นน้องมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีความใกล้ชิด ห่วงใยเอื้ออาทรต่อกัน ทำให้ปัญหาการอยู่ร่วมกันของนักเรียนลดน้อยลง
- การพัฒนาการวิจัยในชั้นเรียน
ครูมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการวิจัยในชั้นเรียนเพิ่มขึ้น มีทักษะในการเก็บรวบรวมข้อมูล การพัฒนาเครื่องมือในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และการรายงานผล ทางวิชาการ เห็นความสำคัญของการทำวิจัยในชั้นเรียน ครูมีผลงานวิจัยเพิ่มขึ้น จากเดิมก่อนการพัฒนามีเพียง 10 เรื่องในปีการศึกษา 2558 และ หลังการพัฒนา ปีการศึกษา 2559 มีผลการวิจัยในชั้นเรียนถึง 53 เรื่องโดยครูทุกคนมีส่วนร่วมเป็นผู้ดำเนินการวิจัย ทำให้ครูใช้กระบวนการวิจัย มาพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ศึกษาค้นคว้าเพื่อหาแนวทางปฏิบัติที่ดีขึ้น ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสภาพชีวิตจริงที่มีลักษณะไม่หยุดนิ่ง และสะท้อนคุณภาพของการพัฒนาการเรียนการสอนให้ชัดเจน รวมทั้งการแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียน นอกจากนั้นยังนำความรู้ด้านกระบวนการวิจัยมาพัฒนาการจัดทำโครงงานต่าง ๆ ของนักเรียนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นอีกด้วย