พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับครูอ่านง่าย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับครูอ่านง่าย

พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับครูอ่านง่าย มาตราใดเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้

สรุปพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติในส่วนที่เกี่ยวกับครูและการจัดการเรียนรู้ โดยแยกตัวบทกฎหมายออกจากแนวปฏิบัติ พร้อมลิงก์ฉบับทางการ

พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับครูอ่านง่าย มาตราใดเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายแม่บทที่วางหลักการจัดการศึกษา ไม่ใช่คู่มือเขียนแผนรายคาบ ครูจึงควรอ่านตัวบทเพื่อเข้าใจหลัก แล้วใช้ร่วมกับกฎหมายลำดับรอง หลักสูตร ระเบียบวัดผล และคำสั่งของต้นสังกัดที่ใช้กับงานนั้น

บทความนี้ตรวจจากหน้ารวม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งรวบรวมฉบับที่ 2 พ.ศ. 2545 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2553 และฉบับที่ 4 พ.ศ. 2562 ผู้อ่านควรเปิดตัวบทฉบับทางการเพื่อตรวจถ้อยคำก่อนอ้างในเอกสารราชการ

มาตรา 22: หลักว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด

มาตรา 22 วางหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ

ในทางสอน หลักนี้สนับสนุนให้ครูรู้จักพื้นฐานผู้เรียน จัดความช่วยเหลือที่ต่างกัน และไม่ใช้วิธีเดียวตัดสินทุกคน แต่ตัวบทไม่ได้หมายความว่าผู้เรียนเป็นผู้กำหนดทุกอย่างหรือครูไม่ต้องสอน ครูยังรับผิดชอบความถูกต้อง เป้าหมาย และความปลอดภัย

มาตรา 23: เนื้อหาและกระบวนการต้องสมดุล

มาตรา 23 กำหนดแนวการจัดการศึกษาทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และการบูรณาการตามความเหมาะสมของระดับ จึงไม่ควรตีความว่าการเรียนรู้เชิงรุกต้องลดความรู้เนื้อหา ความรู้ที่ถูกต้องยังเป็นฐานของการคิดและการปฏิบัติ

มาตรา 24: หลักการจัดกระบวนการเรียนรู้

มาตรา 24 เป็นส่วนที่ครูอ้างถึงบ่อย เพราะกล่าวถึงการจัดเนื้อหาและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัด โดยคำนึงถึงความแตกต่าง การฝึกทักษะคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ การประยุกต์ความรู้ การเรียนจากประสบการณ์จริง การปลูกฝังคุณธรรม การจัดบรรยากาศและสื่อ และความร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้อง

สาระนี้ไม่ได้บังคับรูปแบบกิจกรรมชื่อใดชื่อหนึ่ง ครูจึงไม่จำเป็นต้องเขียนคำว่า Active Learning ทุกแผน แต่ต้องทำให้เห็นว่าผู้เรียนมีโอกาสคิด ปฏิบัติ ใช้ข้อมูลย้อนกลับ และนำความรู้ไปใช้ตามเป้าหมาย

อีกส่วนสำคัญคือการส่งเสริมให้ผู้สอนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ การดำเนินงานยังต้องคำนึงถึงจริยธรรมและแนวปฏิบัติของหน่วยงาน ไม่ใช่เก็บหรือเผยแพร่ข้อมูลนักเรียนได้โดยไม่มีข้อจำกัด

มาตรา 25: แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต

มาตรา 25 กล่าวถึงการส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ ครูสามารถเชื่อมพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด แหล่งธรรมชาติ ภูมิปัญญา และสื่อที่ตรวจสอบได้กับหน่วยเรียน แต่การพาออกนอกสถานที่หรือใช้บุคคลภายนอกต้องทำตามการอนุญาตและมาตรการความปลอดภัยของโรงเรียน

มาตรา 26: ประเมินจากพัฒนาการและวิธีที่หลากหลาย

มาตรา 26 ให้สถานศึกษาประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาพัฒนาการ ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรม การร่วมกิจกรรม และการทดสอบควบคู่กันตามความเหมาะสม

จึงไม่ควรใช้ข้อสอบครั้งเดียวแทนหลักฐานทุกด้าน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าห้ามสอบ วิธีประเมินต้องสัมพันธ์กับสิ่งที่ต้องการวัดและเป็นไปตามระเบียบของสถานศึกษา

มาตรา 27: จากหลักสูตรแกนกลางสู่หลักสูตรสถานศึกษา

มาตรา 27 วางความสัมพันธ์ระหว่างหลักสูตรแกนกลางกับสาระที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในชุมชน สังคม ภูมิปัญญา และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ สถานศึกษาจึงต้องพัฒนาหลักสูตรของตน ไม่ใช่คัดลอกเอกสารส่วนกลางทั้งชุด

ครูต้องเริ่มแผนจากหลักสูตรสถานศึกษาที่ประกาศใช้ เพราะเป็นจุดเชื่อมกรอบระดับชาติกับรายวิชา เวลา และบริบทของโรงเรียน อ่านลำดับเอกสารได้ที่ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานคืออะไร

มาตรา 30: วิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้

มาตรา 30 กำหนดให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพและส่งเสริมผู้สอนให้ทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะกับผู้เรียน

หัวใจคือใช้การศึกษาที่เป็นระบบปรับการสอน ไม่ใช่ทำเอกสารให้ครบอย่างเดียว แนวเริ่มงานขนาดเล็กอ่านได้ที่ วิจัยในชั้นเรียนคืออะไร

สิ่งที่กฎหมายไม่ได้บอกโดยตรง

พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้กำหนดว่าแผนต้องกี่หน้า ต้องใช้กิจกรรมกี่ขั้น ต้องมีใบงานทุกคาบ หรือครูต้องใช้แพลตฟอร์มใด รายละเอียดเหล่านั้นอาจมาจากหลักสูตร ระเบียบ แนวปฏิบัติ หรือคำสั่งของหน่วยงาน จึงต้องแยกแหล่งอำนาจให้ถูก

ประเภทข้อความ สิ่งที่ควรตรวจ
ตัวบทกฎหมาย ราชกิจจานุเบกษาหรือฐานกฎหมายทางการ
กฎ/ระเบียบ/ประกาศ หน่วยงานผู้ออกและสถานะการใช้บังคับ
หลักสูตร สพฐ. ต้นสังกัด และหลักสูตรสถานศึกษา
แนวปฏิบัติ หนังสือราชการหรือคู่มือที่ใช้กับหน่วยงาน
คำแนะนำ ใช้ประกอบได้ แต่ไม่กล่าวว่าเป็นข้อบังคับ

ข้อควรระวังเมื่ออ้างกฎหมาย

  • ระบุชื่อกฎหมายและฉบับแก้ไขให้ครบตามงาน
  • ตรวจถ้อยคำจากตัวบท ไม่อ้างจากภาพสรุป
  • ไม่ตัดประโยคออกจากบริบทแล้วขยายความเกินมาตรา
  • แยกคำว่า “ต้อง” ตามกฎหมายออกจาก “ควร” ในเชิงวิชาชีพ
  • ตรวจว่ามีกฎหมายหรือระเบียบเฉพาะเรื่องเพิ่มเติมหรือไม่
  • หากเป็นข้อพิพาทหรือการตัดสินสิทธิ ให้ปรึกษาหน่วยงานกฎหมาย ไม่ใช้บทความนี้แทนคำวินิจฉัย

สรุป

มาตรา 22–27 และมาตรา 30 ช่วยให้ครูเห็นหลักของการจัดการเรียนรู้ที่คำนึงถึงผู้เรียน สมดุลความรู้กับกระบวนการ ใช้วิธีประเมินหลากหลาย เชื่อมหลักสูตรกับบริบท และวิจัยเพื่อปรับการสอน แต่การนำไปปฏิบัติต้องอ่านร่วมกับฉบับแก้ไข หลักสูตร ระเบียบ และคำสั่งที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่พบบ่อย

พ.ร.บ.กำหนดให้ใช้ Active Learning หรือไม่

ตัวบทกำหนดหลักกระบวนการเรียนรู้ แต่ไม่ได้บังคับชื่อรูปแบบเดียว ครูต้องออกแบบให้สอดคล้องมาตรา 24 และหลักสูตรที่ใช้

กฎหมายกำหนดว่าแผนต้องกี่หน้าหรือไม่

พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติไม่ได้กำหนดจำนวนหน้า ให้ตรวจแบบและคำสั่งของต้นสังกัดหรือสถานศึกษา

มาตรา 26 แปลว่าห้ามสอบหรือไม่

ไม่ใช่ การทดสอบเป็นวิธีหนึ่ง แต่ต้องพิจารณาร่วมกับพัฒนาการ พฤติกรรม และการร่วมกิจกรรมตามความเหมาะสม

บทความนี้ใช้แทนตัวบทกฎหมายได้หรือไม่

ไม่ได้ เป็นคำอธิบายเพื่อช่วยอ่าน ควรตรวจฉบับทางการและขอคำปรึกษาจากหน่วยงานรับผิดชอบเมื่อมีผลต่อสิทธิหรือหน้าที่

ชุดข้าราชการ หญิงแขนสั้น
ชุดกากี
สั่งซื้อได้เลยจาก Shopee

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *