สรุป พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 ฉบับเต็ม สรุป พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 ฉบับเต็ม

สรุป พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 ฉบับเต็ม อ่านจบสอบครูผู้ช่วยได้เลย

สรุป พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 ฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 คือกฎหมายที่วางโครงสร้างการบริหารราชการทั้งระบบของกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่ส่วนกลาง เขตพื้นที่การศึกษา ไปจนถึงสถานศึกษา ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2546 เล่ม 120 ตอนที่ 62 ก มีผลบังคับใช้วันถัดจากวันประกาศ คือวันที่ 7 กรกฎาคม 2546

กฎหมายฉบับนี้ออกสอบครูผู้ช่วยทุกปีเช่นเดียวกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และ พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา แต่มักถูกมองข้ามเพราะเนื้อหาเป็นชื่อหน่วยงานและสายบังคับบัญชาล้วนๆ บทความนี้สรุปให้ครบ พร้อมชี้จุดที่ออกสอบบ่อยที่สุด

ข้อมูลพื้นฐานที่ออกสอบทุกปี

  • ให้ไว้ ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2546 เป็นปีที่ 58 ในรัชกาลปัจจุบัน
  • ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 6 กรกฎาคม 2546 เล่ม 120 ตอนที่ 62 ก
  • มีผลบังคับใช้ 7 กรกฎาคม 2546 (วันถัดจากวันประกาศ)
  • ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
  • ผู้รักษาการ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (มาตรา 8)

สังเกตว่าประกาศห่างจาก พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา (11 มิถุนายน 2546) ไม่ถึงหนึ่งเดือน เพราะเป็นชุดกฎหมายปฏิรูปการศึกษาที่ออกพร้อมกันในปีเดียวกัน

กฎหมายที่ถูกยกเลิก (มาตรา 3)

พระราชบัญญัติฉบับนี้ยกเลิกกฎหมาย 5 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติระเบียบการปฏิบัติราชการของทบวงมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2520 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2537, พระราชบัญญัติคณะกรรมการการประถมศึกษา พ.ศ. 2523 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535, และพระราชบัญญัติคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2535

การยกเลิกทั้ง 5 ฉบับสะท้อนว่าก่อนหน้านี้หน่วยงานการศึกษาไทยกระจัดกระจายอยู่หลายสังกัด ทบวงมหาวิทยาลัยแยกต่างหาก คณะกรรมการการประถมศึกษาก็แยก คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติอยู่สำนักนายกรัฐมนตรี กฎหมายฉบับนี้คือตัวที่รวมทั้งหมดเข้ามาไว้ในกระทรวงศึกษาธิการกระทรวงเดียว

โครงสร้างหลัก 3 ส่วน (มาตรา 6)

กฎหมายจัดระเบียบราชการกระทรวงศึกษาธิการออกเป็น 3 ส่วน

  1. ระเบียบบริหารราชการในส่วนกลาง
  2. ระเบียบบริหารราชการเขตพื้นที่การศึกษา
  3. ระเบียบบริหารราชการในสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาที่เป็นนิติบุคคล

สามส่วนนี้คือโครงหลักของกฎหมายทั้งฉบับ หมวด 1 ว่าด้วยส่วนกลาง หมวด 2 ว่าด้วยเขตพื้นที่การศึกษา หมวด 3 ว่าด้วยสถานศึกษาระดับปริญญา

มาตรา 7 กำหนดว่าการกำหนดตำแหน่งและอัตราเงินเดือนของข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการต้องคำนึงถึง 5 ด้าน คือ คุณวุฒิ ประสบการณ์ มาตรฐานวิชาชีพ ลักษณะหน้าที่ความรับผิดชอบ และคุณภาพของงาน

การจัดระเบียบบริหารราชการในส่วนกลาง

มาตรา 10 กำหนดหน่วยงานส่วนกลางที่มีหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไว้ 6 หน่วยงานตามตัวบทดั้งเดิม

  1. สำนักงานรัฐมนตรี
  2. สำนักงานปลัดกระทรวง
  3. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
  4. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  5. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
  6. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ปัจจุบันเหลือ 5 หน่วยงาน เพราะพระราชบัญญัติฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562 ตัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาออกไป ย้ายไปสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สอดคล้องกับการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติในปีเดียวกัน

จุดที่ออกสอบบ่อย: ตัวบทมาตรา 10 ระบุว่าส่วนราชการตาม (2)(3)(4)(5)(6) มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นกรม แต่ไม่รวม (1) แปลว่า สำนักงานรัฐมนตรีไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล เพียงหน่วยเดียว เพราะตามมาตรา 19 สำนักงานรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทางการเมือง มีเลขานุการรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองเป็นผู้บังคับบัญชา

สภาและคณะกรรมการหลัก 4 ชุด

ในหมวด 1 กฎหมายจัดตั้งสภาและคณะกรรมการ 4 ชุด (มาตรา 14-17)

องค์กรหน้าที่หลักประธาน
สภาการศึกษา (มาตรา 14)เสนอแผนการศึกษาแห่งชาติ นโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (มาตรา 15)เสนอนโยบาย แผนพัฒนา มาตรฐาน และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
คณะกรรมการการอุดมศึกษา (มาตรา 16)เสนอนโยบาย แผนพัฒนา และมาตรฐานการอุดมศึกษา
คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (มาตรา 17)เสนอนโยบาย แผนพัฒนา มาตรฐาน และหลักสูตรการอาชีวศึกษา

ทั้ง 4 ชุดมีรูปแบบร่วมกัน 2 ข้อที่ออกสอบบ่อย

  • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีจำนวน ไม่น้อยกว่าจำนวนกรรมการประเภทอื่นรวมกัน เพื่อให้คนนอกมีน้ำหนักถ่วงดุลกับคนในระบบราชการ
  • เลขาธิการของแต่ละสำนักงานทำหน้าที่เป็น กรรมการและเลขานุการ ของคณะกรรมการชุดนั้นเสมอ

สายการบังคับบัญชา

โครงสร้างการบังคับบัญชาเป็นหัวใจของกฎหมายฉบับนี้

  • มาตรา 12 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการทั้งกระทรวง และกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ของงาน
  • มาตรา 23 ปลัดกระทรวงรับผิดชอบควบคุมราชการประจำในกระทรวง แปลงนโยบายเป็นแนวทางและแผนปฏิบัติราชการ
  • มาตรา 29 เลขาธิการของแต่ละสำนักงานมีฐานะเทียบเท่าปลัดกระทรวง เพราะสำนักงานเหล่านี้ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีโดยตรง ไม่ผ่านปลัดกระทรวง
  • มาตรา 30 เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาในสังกัดด้วย

แปลว่าครูในโรงเรียนรัฐบาลทั่วประเทศ สายบังคับบัญชาสูงสุดในสายงานคือเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แล้วขึ้นตรงไปถึงรัฐมนตรี ไม่ผ่านปลัดกระทรวง

การจัดระเบียบบริหารราชการเขตพื้นที่การศึกษา

มาตรา 33 กำหนดให้การบริหารและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานยึดเขตพื้นที่การศึกษา โดยคำนึงถึง 5 ด้าน คือ ระดับของการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวนสถานศึกษา จำนวนประชากร วัฒนธรรม และความเหมาะสมด้านอื่น เว้นแต่การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วยการอาชีวศึกษา

มาตรานี้ถูกแก้โดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2553 ให้แบ่งเป็นเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา

จุดที่ต้องแยกให้ออก มี 2 กรณีที่ใช้คำแนะนำจากคนละองค์กร

  • การกำหนดเขตพื้นที่การศึกษา — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยคำแนะนำของสภาการศึกษา
  • การตัดสินว่าโรงเรียนที่จัดทั้งประถมและมัธยมอยู่เขตใด — ยึดระดับการศึกษาของโรงเรียนเป็นสำคัญ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

สถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคล (มาตรา 35)

สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เฉพาะที่เป็นโรงเรียน เท่านั้นที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ศูนย์การเรียนและสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และเมื่อมีการยุบเลิกสถานศึกษา ความเป็นนิติบุคคลย่อมสิ้นสุดลงตามไปด้วย

คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา (มาตรา 36)

มีอำนาจกำกับดูแล จัดตั้ง ยุบ รวม หรือเลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่ ประกอบด้วยผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพครู ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพบริหารการศึกษา ผู้แทนสมาคมผู้ปกครองและครู และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นกรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา

มาตรา 38 คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วยผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่า ผู้แทนพระภิกษุสงฆ์หรือองค์กรศาสนาอื่น และผู้ทรงคุณวุฒิ — โครงสร้างเดียวกับมาตรา 40 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นกรรมการและเลขานุการ ไม่ใช่ประธาน เป็นตัวหลอกที่ปรากฏซ้ำในกฎหมายการศึกษาหลายฉบับ และมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและศูนย์การเรียน

มาตรา 39 อำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการสถานศึกษามี 6 ข้อ ที่ออกสอบบ่อยคือ การอนุมัติประกาศนียบัตรและวุฒิบัตรของสถานศึกษาเป็นอำนาจของผู้อำนวยการสถานศึกษา ตามระเบียบที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด และการจัดทำรายงานประจำปีต้องเสนอต่อคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา

ปฏิบัติราชการแทน VS รักษาราชการแทน

สองคำนี้มักสับสนกัน แยกได้ดังนี้

ประเด็นปฏิบัติราชการแทน (หมวด 4)รักษาราชการแทน (หมวด 5)
ลักษณะผู้ดำรงตำแหน่งยังอยู่ มอบอำนาจบางเรื่องให้ผู้อื่นทำแทนตำแหน่งว่างหรือผู้ดำรงตำแหน่งไม่อาจปฏิบัติราชการได้
รูปแบบต้องทำเป็นหนังสือ (มาตรา 45)เป็นไปตามลำดับที่กฎหมายกำหนดไว้ล่วงหน้า
การมอบต่อผู้รับมอบอำนาจมอบต่อให้ผู้อื่นอีกไม่ได้ (ยกเว้นผู้ว่าราชการจังหวัด)ไม่เกี่ยวข้อง เป็นการทำหน้าที่แทนทั้งตำแหน่ง

มาตรา 44 กำหนดให้กระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา 4 ด้าน คือ ด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไป ไปยังคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาโดยตรง — ตรงกับมาตรา 39 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติทุกประการ

มาตรา 53-54 กำหนดลำดับการรักษาราชการแทนในระดับที่ครูเกี่ยวข้องโดยตรง กรณีไม่มีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้รองผู้อำนวยการรักษาราชการแทน โดยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นผู้แต่งตั้งหากมีรองหลายคน ส่วนกรณีไม่มีผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้แต่งตั้งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาให้รักษาราชการแทน

สรุปฉบับแก้ไข

ฉบับประกาศสาระสำคัญ
ฉบับที่ 222 กรกฎาคม 2553แยกเขตพื้นที่การศึกษาเป็นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา กำหนดให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 90 วัน
ฉบับที่ 32562ตัดส่วนที่เกี่ยวกับอุดมศึกษาออกทั้งหมด เนื่องจากย้ายไปกระทรวง อว. ทำให้ส่วนราชการส่วนกลางเหลือ 5 หน่วยงาน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศใช้เมื่อใด?

ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 6 กรกฎาคม 2546 เล่ม 120 ตอนที่ 62 ก และมีผลบังคับใช้วันถัดจากวันประกาศ คือวันที่ 7 กรกฎาคม 2546

การจัดระเบียบราชการกระทรวงศึกษาธิการแบ่งเป็นกี่ส่วน?

แบ่งเป็น 3 ส่วนตามมาตรา 6 คือ ระเบียบบริหารราชการในส่วนกลาง ระเบียบบริหารราชการเขตพื้นที่การศึกษา และระเบียบบริหารราชการในสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาที่เป็นนิติบุคคล

ส่วนราชการใดในส่วนกลางที่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล?

สำนักงานรัฐมนตรี เพราะมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทางการเมืองโดยเฉพาะ ต่างจากอีก 5 หน่วยงานที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นกรม

สถานศึกษาประเภทใดมีฐานะเป็นนิติบุคคล?

เฉพาะสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นโรงเรียนเท่านั้น ตามมาตรา 35 ศูนย์การเรียนและสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล

ปฏิบัติราชการแทนกับรักษาราชการแทนต่างกันอย่างไร?

ปฏิบัติราชการแทนคือการมอบอำนาจขณะที่ผู้ดำรงตำแหน่งยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามปกติ ต้องทำเป็นหนังสือ ส่วนรักษาราชการแทนใช้ในกรณีที่ตำแหน่งว่างลงหรือผู้ดำรงตำแหน่งไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ต้องมีผู้มาทำหน้าที่แทนทั้งตำแหน่งตามลำดับที่กฎหมายกำหนด

ฟังสรุปแบบพอดแคสต์

ใครต้องการทบทวนซ้ำระหว่างขับรถหรือทำงานบ้าน ฟังคลิปสรุปกฎหมายฉบับนี้ทั้งฉบับ พร้อมควิซ 10 ข้อท้ายคลิปได้ที่ช่อง YouTube ครูเชียงราย ในซีรีส์ “ฟังไป จำไป สอบผ่าน”

บทความที่เกี่ยวข้อง

ชุดข้าราชการ หญิงแขนสั้น
ชุดกากี
สั่งซื้อได้เลยจาก Shopee

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *