ทักษะการอ่านจับใจความและการตีความสำหรับการสอบครูผู้ช่วย ปี 2569
การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความและการตีความเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดในการสอบภาค ก: ความรู้ความสามารถทั่วไป ของการสอบครูผู้ช่วย โดยเฉพาะในส่วนของความสามารถในการคิดวิเคราะห์เชิงภาษา ที่มีคะแนนถึง 50 คะแนน จากคะแนนรวม 100 คะแนนของวิชาคิดวิเคราะห์ ทักษะเหล่านี้ไม่เพียงช่วยในการสอบเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเป็นครูที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารและการจัดการเรียนรู้
การอ่านจับใจความและการตีความ
ความหมายและความสำคัญ
การอ่านจับใจความ หมายถึง การอ่านเพื่อจับประเด็นหลักหรือสาระสำคัญของเรื่องที่อ่านว่าผู้เขียนต้องการส่งสารหรือให้ข้อคิดเห็นอะไรเป็นสำคัญ เป็นการอ่านเพื่อเก็บสาระสำคัญของเรื่องที่อ่าน เช่น เก็บจุดมุ่งหมายสำคัญของเรื่อง เก็บเนื้อเรื่องที่สำคัญ เก็บความรู้หรือข้อมูลที่น่าสนใจ ตลอดจนแนวความคิดหรือทัศนะของผู้เขียน
การอ่านตีความ เป็นการอ่านในระดับลึกที่ผู้อ่านจะต้องเข้าใจความหมายโดยนัยของคำและความหมายตามรูปศัพท์ของประโยค เป็นการอ่านเพื่อให้เข้าใจความหมาย ความคิดสำคัญของเรื่องความรู้สึกและอารมณ์สะเทือนใจจากบทประพันธ์ซึ่งอาจเข้าใจได้มากน้อยลึกซึ้งเพียงใด
องค์ประกอบสำคัญในการอ่าน
การอ่านที่มีประสิทธิภาพจะต้องเข้าใจองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ส่วน:
1. ใจความสำคัญ (Main Idea)
- เป็นแก่นของย่อหน้าที่สามารถครอบคลุมเนื้อความในประโยคอื่นๆ ในย่อหน้านั้น
- ในแต่ละย่อหน้าจะมีประโยคใจความสำคัญเพียงประโยคเดียว หรืออย่างมากไม่เกิน 2 ประโยค
- สามารถเป็นใจความหรือประโยคเดี่ยวๆ ได้ โดยไม่ต้องมีประโยคอื่นประกอบ
2. ใจความรอง หรือ พลความ (Supporting Details)
- เป็นใจความหรือประโยคที่ขยายความประโยคใจความสำคัญ
- เป็นใจความสนับสนุนใจความสำคัญให้ชัดเจนขึ้น
- อาจเป็นการอธิบายให้รายละเอียด ให้คำจำกัดความ ยกตัวอย่าง เปรียบเทียบ หรือแสดงเหตุผลอย่างถี่ถ้วน
3. รายละเอียดประกอบ (Minor Details)
- เป็นข้อความที่เป็นส่วนขยายใจความรองหรือใจความสำคัญให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
- อาจเป็นการยกตัวอย่าง การเปรียบเทียบ สถิติตัวเลข การอ้างอิงคำกล่าวของบุคคล
การจับใจความสำคัญจากบทความ
หลักการจับใจความสำคัญ
การจับใจความสำคัญที่มีประสิทธิภาพต้องปฏิบัติตามหลักการสำคัญดังนี้:
1. ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านให้ชัดเจน
- ต้องรู้ว่าตัวเองกำลังมองหาคำตอบเรื่องอะไร
- ตั้งคำถาม 5W1H: ใคร (Who) ทำอะไร (What) ที่ไหน (Where) เมื่อไหร่ (When) ทำไม (Why) อย่างไร (How)
2. อ่านเรื่องราวอย่างคร่าวๆ พอเข้าใจ
- อ่านทั้งเรื่องให้จบอย่างน้อย 2 ครั้ง
- ครั้งแรกเป็นการอ่านคร่าวๆ เพื่อให้เข้าใจเนื้อหาโดยรวมก่อน
- ครั้งที่สองเพื่อจับประเด็นความคิดหลักในแต่ละย่อหน้า
3. พิจารณาทีละย่อหน้า
- หาประโยคใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้า
- ตัดส่วนที่เป็นรายละเอียดออกได้ เช่น ตัวอย่าง สำนวนโวหาร อุปมาอุปไมย ตัวเลข สถิติ
4. สรุปใจความสำคัญด้วยสำนวนภาษาของตนเอง
เทคนิคบันได 6 ขั้นตอน
เทคนิคที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการจับใจความสำคัญคือเทคนิคบันได 6 ขั้น ซึ่งพัฒนาโดยอาจารย์เสกสันต์ ผลวัฒนะ ประกอบด้วย:
ขั้นที่ 1: อ่านเรื่องให้จบ แล้วตั้งคำถาม 5W1H
- อ่านเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อทำความเข้าใจและได้ภาพรวม
- พิจารณาว่าผู้เขียนกำลังสื่อเรื่องอะไร
- ตั้งคำถาม: ใคร ทำอะไร เมื่อไร ที่ไหน ด้วยเหตุผลใด และอย่างไร
ขั้นที่ 2: ค้นพบคำสำคัญ
- คำสำคัญคือคำที่กำหนดเป้าหมายเพื่อนำไปสู่ใจความสำคัญ
- มีลักษณะเป็นคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่เขียนเหมือนกันและปรากฏซ้ำๆ
- หรือเป็นคำที่เขียนต่างกันแต่สื่อความหมายเหมือนกันปรากฏซ้ำๆ
ขั้นที่ 3: ตัดส่วนขยายใจความสำคัญ
- แยกส่วนที่เป็นรายละเอียดออก เช่น ตัวอย่าง การเปรียบเทียบ
- ตัดส่วนที่เป็นสำนวนโวหาร อุปมาอุปไมย ตัวเลขสถิติ
ขั้นที่ 4: เติมคำเชื่อมเพื่อตัดส่วนขยายใจความสำคัญ
ขั้นที่ 5: หาคำแสดงความขัดแย้ง
ขั้นที่ 6: จับใจความสำคัญได้ทุกบทอ่าน
การพิจารณาตำแหน่งใจความสำคัญ
ใจความสำคัญในแต่ละย่อหน้าอาจปรากฏในตำแหน่งต่างๆ:
1. ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนต้นย่อหน้า
- เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุด
- นำเสนอใจความสำคัญไว้ข้างหน้า แล้วขยายความตามหลัง
2. ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนท้ายย่อหน้า
- นำเสนอรายละเอียดต่างๆ ไว้ข้างหน้า
- สรุปเป็นใจความสำคัญไว้ตอนท้าย
3. ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนกลางย่อหน้า
- มีการนำเข้าสู่เรื่องตอนต้น
- นำเสนอใจความสำคัญตอนกลาง และขยายความตอนท้าย
4. ประโยคใจความสำคัญอยู่ทั้งต้นและท้ายย่อหน้า
- นำเสนอใจความสำคัญตอนต้น ขยายความตอนกลาง และสรุปซ้ำตอนท้าย
5. ใจความสำคัญแฝงอยู่ในเนื้อความ
- ไม่ปรากฏประโยคใจความสำคัญให้เห็นชัดเจน
- ต้องสรุปและตีความจากเนื้อหาทั้งหมด
การสรุปความและการขยายความ
หลักการสรุปความ
การสรุปความ เป็นการนำใจความสำคัญของเรื่องที่จับได้มาเรียบเรียงให้กระชับและชัดเจน โดยมีหลักปฏิบัติดังนี้:
1. ขั้นอ่านและคิด
- อ่านเรื่องที่ต้องการสรุปให้จบอย่างน้อย 2 ครั้ง
- จับประเด็นความคิดหลักในแต่ละย่อหน้า
- ขีดเส้นใต้หรือเขียนสรุปใจความสำคัญ
2. ขั้นวิเคราะห์และสังเคราะห์
- คิดเป็นคำถามว่าอะไรเป็นจุดสำคัญหรือใจความสำคัญของเรื่อง
- พิจารณาความสัมพันธ์ของจุดสำคัญกับสิ่งอื่นๆ
- จดสิ่งสำคัญเป็นข้อความสั้นๆ
3. ขั้นเขียนสรุป
- เขียนร่างจากข้อความสั้นๆ ที่จดไว้
- ขัดเกลาและตกแต่งร่างข้อความให้เป็นภาษาที่ดี
- ใช้ภาษาและถ้อยคำสำนวนของตนเอง
- จับใจความสำคัญหรือสาระของเรื่องให้ได้
- เรียบเรียงเป็นข้อความใหม่ที่มีความหมายชัดเจน
- คงความหมายเดิมไว้ได้
- ใช้สำนวนการเขียนของตนเอง
- หากมีคำราชาศัพท์ให้คงไว้ตามต้นฉบับ
- เมื่อกล่าวถึงบุคคลให้เปลี่ยนเป็นสรรพนามบุรุษที่ 3
- ถ้าข้อความเดิมเป็นร้อยกรอง การเขียนสรุปความให้เขียนเป็นร้อยแก้ว
- ใช้คำสันธานเชื่อมข้อความให้ลำดับเนื้อเรื่องเป็นเรื่องเดียวกัน
หลักการขยายความ
การขยายความ คือ การอธิบายความเข้าใจของเราที่มีต่อสารที่เราอ่านให้ชัดเจนและกว้างขวางขึ้น โดยมีกลวิธีการขยายใจความสำคัญหลายวิธี:
1. การให้คำจำกัดความ
- อธิบายความหมายของคำหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
- รวมถึงการอธิบายขอบเขตของความหมาย
- มักจะอยู่ในช่วงต้นของเรื่อง
2. การอธิบายให้รายละเอียด
- อธิบายหรือบรรยายลักษณะของสิ่งต่างๆ สถานที่
- ลำดับเหตุการณ์และเนื้อหาที่ต้องการให้รายละเอียด
3. การให้เหตุผล
- เริ่มด้วยผลไปหาเหตุ หรือจากเหตุไปสู่ผล
- ใช้ในการเขียนแสดงความคิดเห็นหรือวิเคราะห์
- เหตุและผลต้องสอดคล้องกันอย่างแท้จริง
4. การยกตัวอย่าง
- ยกตัวอย่างมาประกอบใจความสำคัญ
- ตัวอย่างต้องตรงตามเนื้อเรื่อง ไม่ควรยากหรือซับซ้อนเกินไป
- ต้องสนับสนุนใจความสำคัญให้ผู้อ่านเข้าใจ
5. การเปรียบเทียบ
- ใช้กับเรื่องที่เข้าใจยาก
- อาจเปรียบเทียบในลักษณะอุปมาโวหาร หรือยกเป็นอุทาหรณ์
- เปรียบเทียบความเหมือนหรือความต่าง
การตีความจากข้อความหรือสถานการณ์ต่างๆ
หลักการอ่านตีความ
การอ่านตีความเป็นการอ่านแล้วเข้าใจและรู้ซึ้งถึงความนอกและความในของสารนั้น คือสามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์สารที่นำมาอ่าน ต้องเข้าใจเจตนาของผู้เขียนสาร ทั้งเนื้อเรื่องและน้ำเสียง
หลักการปฏิบัติของการอ่านตีความ:
1. สำรวจงานเขียน
- อ่านอย่างคร่าวๆ ว่างานเขียนนั้นเกี่ยวกับเรื่องใด
- พิจารณาว่าเป็นร้อยแก้ว หรือร้อยกรอง หรืองานเขียนประเภทใด
2. อ่านอีกครั้งอย่างละเอียด
- พิจารณาเนื้อหาว่ามีใจความสำคัญกล่าวถึงเรื่องใด
- พิจารณาว่าส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง ส่วนใดเป็นการแสดงทรรศนะ
- ส่วนใดเป็นการแสดงอารมณ์ความรู้สึก
3. วิเคราะห์ถ้อยคำ
- พิจารณาคำที่มีความหมายเฉพาะ เช่นเป็นสัญลักษณ์
- พิจารณาถ้อยคำที่เป็นการกล่าวเชิงเปรียบเทียบ
- วิเคราะห์การใช้ภาพพจน์หรือสำนวนโวหาร
ประเภทการตีความ
การตีความแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก:
1. ตีความด้านเนื้อหา
- การนำข้อความจากเนื้อหาในเรื่องที่อ่านมาตีความ
- อาจอยู่ในรูปของสัญลักษณ์ต่างๆ ที่มีแบบแผนเป็นแนวเทียบความหมาย
- เช่น แสงสว่าง หมายถึง ปัญญา; แก้ว หมายถึง ความดีงาม มีคุณค่า
2. ตีความด้านน้ำเสียง
- การอ่านหาจุดมุ่งหมายหรือเจตนาของผู้เขียน
- พิจารณาว่าผู้เขียนมีเจตนาหรือจุดมุ่งหมายอย่างไร
เจตนาของผู้ส่งสาร อาจเป็น: แจ้งให้ทราบ ถามให้ตอบ บอกให้ทำ เตือน ชื่นชม เชิญชวน ขอร้อง คำสั่ง ประชดประชัน เสียดสี เยาะเย้ย โกรธ โศกเศร้า สลดหดหู่ ว้าเหว่ ปลุกใจ เสียดาย ยกย่อง สรรเสริญ
ขั้นตอนการตีความ
การตีความที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพต้องขึ้นอยู่กับ:
1. เจตนาของผู้เขียน
- ต้องเข้าใจว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไร
- พิจารณาบริบทและสภาพแวดล้อมในการเขียน
2. การเข้าใจความหมายของคำ
- พิจารณาความหมายตามตัวอักษรและความหมายโดยนัย
- ใช้ความคิดเชิงวิเคราะห์ว่าข้อความมีความหมายอย่างไร
- “เป็นกษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ”
- ถอดความ: เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อพูดอะไรออกไปแล้วไม่เปลี่ยนแปลงคำพูด
- ตีความ: เป็นผู้ใหญ่ควรถือความสัตย์เป็นที่ตั้ง
- “ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก”
- ถอดความ: คดีเรื่องวัวยังไม่สิ้นสุด ก็เกิดคดีเรื่องควายขึ้นมาอีก
- ตีความ: เรื่องหนึ่งยังไม่ยุติ ก็มีอีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้น
ปัจจัยที่มีผลต่อการอ่านจับใจความและการตีความ
การอ่านที่มีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญดังนี้:
1. ประสบการณ์ด้านการอ่าน
- ผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านจะมีทักษะการอ่านสูงกว่า
- ช่วยให้จับใจความได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น
2. ประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องราวและข้อมูลที่อ่าน
- หากเคยอ่านหรือทราบเรื่องที่อ่านมาบ้างแล้ว จะเข้าใจได้ไม่ยาก
- ช่วยให้จับใจความได้รวดเร็วขึ้น
3. ประสบการณ์ด้านภาษาและการใช้ภาษา
- ความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ ไวยากรณ์ และการใช้ภาษา
- ช่วยในการเข้าใจและตีความที่ถูกต้อง
4. ความรู้ความสามารถ วัย ประสบการณ์
เทคนิคการฝึกฝนและการประยุกต์ใช้
เทคนิคการอ่านจับใจความแบบมือโปร
1. มีสติและตั้งคำถามประกอบการอ่าน
- ตั้งคำถาม 5W1H: “อะไร” “ใคร” “ที่ไหน” “เมื่อไหร่” “อย่างไร” “ทำไม”
- สามารถพบคำตอบของหลายคำถามได้โดยตรงตั้งแต่การอ่านครั้งแรก
2. อ่านแบบ Skimming และ Scanning
- Skimming: อ่านแค่บางส่วน เช่น ต้นและท้ายของแต่ละย่อหน้า
- Scanning: มองหาคำตอบที่เป็นรายละเอียด เช่น ชื่อบุคคล สถานที่ ตัวเลข
3. ทำโน้ตย่อระหว่างอ่าน
4. การแยกใจความสำคัญออกจากพลความ
- พลความ จะเป็นข้อความที่นำมาประกอบ มักเป็นข้อความที่ไปขยายใจความสำคัญให้ชัดเจนขึ้น
- ต้องแยกพลความออกจากใจความสำคัญก่อน
5. การใช้เทคนิค Think-Pair-Share
- Think: คิดและวิเคราะห์ด้วยตนเอง
- Pair: จับคู่กับเพื่อนเพื่อตรวจสอบความเข้าใจ
- Share: แบ่งปันและอภิปรายผลการวิเคราะห์
การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการสอบ
ทักษะการอ่านจับใจความและการตีความมีประโยชน์อย่างกว้างขวาง:
สำหรับการเรียน
- ช่วยในการเตรียมสอบในรายวิชาต่างๆ โดยเฉพาะที่มีเนื้อหามาก
- เหมาะสำหรับวิชาภาษาไทย วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา
สำหรับการทำงาน
- ช่วยในการอ่านอีเมล บทความ เอกสารต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
- นำไปใช้ในการจดบันทึกการประชุม
สำหรับการสอบครูผู้ช่วย
- เป็นพื้นฐานสำคัญในการสอบภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป
- ช่วยในการวิเคราะห์โจทย์และการเลือกคำตอบที่ถูกต้อง
การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความและการตีความเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นครู เพราะทักษะเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้สามารถสอบผ่านได้ แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการเป็นครูที่มีคุณภาพและสามารถส่งต่อทักษะที่สำคัญเหล่านี้ให้กับนักเรียนต่อไปในอนาคต