วันเสาร์, 2 กรกฎาคม 2565

มีหลายคนถามว่า ปรนัย คืออะไร ? มานี่เลยเราจะบอกให้

ปรนัย แปลเป็นภาษาอังกฤษ คือ objective

ปรนัย คืออะไร ? ปรนัย ก็คือ ข้อสอบ กากบาท
อัตนัย ก็คือ ข้อสอบ เขียนบรรยาย นั้นเอง

ปรนัย

ข้อสอบปรนัย (objective test)

ลักษณะโดยทั่วไปของข้อสอบปรนัย จะประกอบด้วย 2 ส่วน คือคำถาม และคำตอบ ตัวคำถามของข้อสอบปรนัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ตอบได้แสดงความรู้ความสามารถต่าง ๆ ตามที่ผู้ถามต้องการ ซึ่งจะวัดตั้งแต่ความจำผิวเผินไปจนถึงวัดพฤติกรรมที่ลึกซึ้งคือการประเมินค่า คำถามแต่ละข้อจะถามเฉพาะจุดเล็ก ๆ ของเนื้อหา ดังนั้นจึงมีจำนวนมากข้อ ส่วนคำตอบของคำถามประเภทนี้ผู้ตอบต้องใช้เวลาในการคิดและการตอบเป็นส่วนใหญ่ การเขียนตอบจะใช้เวลาน้อยซึ่งอาจเขียนเป็นประโยคสั้น ๆ หรือทำเครื่องหมายบนคำตอบที่ต้องการ (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. 2526 : 122) ดังนั้น สาระสำคัญของผู้ตอบที่ต้องปฏิบัติมี ดังนี้ (Throndike and Hagen. 1969 : 64)

1. ต้องอ่านข้อสอบที่มีทั้งคำถามและคำตอบที่สมบูรณ์ ทำให้ผู้ตอบไม่มีอิสระในการแสดงความคิดเห็นในคำตอบนั้นเลย

2. เลือกคำตอบที่ถูกที่สุด จากตัวเลือกที่ผู้เขียนข้อสอบกำหนดมาให้

3. ต้องตอบคำถามจากข้อสอบหลายข้อ

ข้อสอบปรนัย

ข้อสอบปรนัยสามารถแบ่งแยกย่อยได้ 5 ประเภท คือ

1. แบบตอบสั้นๆ

2. แบบเติมคำ

3. แบบจับคู่

4. แบบถูก-ผิด

5. แบบเลือกตอบ

ซึ่งจะขอเสนอรายละเอียดในแต่ละประเภท ดังนี้

ข้อสอบปรนัย

1. ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ (short answer test)

ลักษณะข้อสอบ จะประกอบด้วยคำถามที่สมบูรณ์ ต้องกำหนดให้ผู้ตอบแสดงความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยการเขียนตอบ โดยตัวคำตอบจะมีลักษณะเป็นคำเดี่ยว ๆ หรือประโยคสั้น ๆ

หลักการสร้าง

1. ตั้งปัญหาเป็นรูปคำถาม และต้องการคำตอบเพียงสั้น ๆ เช่น

– ประธานาธิบดีอเมริกาคนปัจจุบันชื่ออะไร

– วิหคแปลว่าอะไร

2. ต้องเป็นคำถามที่มีคำตอบตายตัวแน่นอน

ข้อดีของข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ

1. สร้างง่าย สะดวกรวดเร็ว

2. สามารถเขียนคำถามได้มากข้อ

3. เขียนคำตอบได้ง่ายกว่าข้อสอบอัตนัย

4. เหมาะสำหรับวัดพฤติกรรมความรู้-ความจำ เช่น การถามคำศัพท์ กฎ นิยาม เป็นต้น

ข้อจำกัดของข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ

1. บางครั้งอาจเกิดปัญหาในการตรวจให้คะแนน เช่น ผู้ตอบใช้ภาษาผิดพลาด

2. ตรวจยากกว่าข้อสอบปรนัยประเภทกำหนดคำตอบมาให้

3. ไม่เหมาะที่จะวัดพฤติกรรมขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินค่า

4. ยากที่จะเขียนคำถามเพื่อให้ได้เพียงคำตอบเดียว

ตัวอย่างข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ

1. นายกรัฐมนตรีของไทยคนปัจจุบันชื่ออะไร

2. จงให้ความหมายของคำว่า การประเมินผล

3. เรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นบทประพันธ์ของใคร

2. ข้อสอบแบบเติมคำ (completion test)

ลักษณะข้อสอบ ข้อสอบเติมคำจะเขียนประโยคหรือข้อความตอนนำไว้ แล้วเว้นว่าง
ข้อความหรือท้ายข้อความสำหรับให้เติมคำ เพื่อให้ข้อความนั้นถูกต้องสมบูรณ์ การเว้นช่องว่างให้เติมอาจเว้นมากกว่าหนึ่งแห่งก็ได้

หลักการสร้าง

1. พยายามเขียนปัญหาให้แจ่มชัด เฉพาะเจาะจงไม่กำกวม เพราะถ้าคำถามกำกวมจะทำให้
ผู้ตอบเสียเวลาในการตีความ

ไม่ดี : – ผู้ที่อุปสมบทได้ต้อง…………………………………………………………..

โจทย์ข้อนี้อาจตอบได้ว่าเป็นชาย ,ไม่วิกลจริต หรือต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ก็ได้

ดีขึ้น : ผู้ที่อุปสมบทได้ต้องเป็นชายอายุ…(20)…ปีบริบูรณ์

2. อย่าเว้นช่องว่างสำหรับเติมหลายที่ จนกระทั่งไม่ทราบว่าโจทย์ต้องการอะไร เช่น

ไม่ดี : …………หาได้โดยเอา………….หารด้วย……………..

ดีขึ้น : ความเร็วหาได้โดยเอา….(ระยะทาง)….หารด้วย…..(เวลา)…..

3. คำที่นำมาเติมในช่องว่าง ควรเป็นสิ่งสำคัญไม่ใช่สิ่งปลีกย่อย เช่น

ไม่ดี : ในปี 1492 โคลัมบัส…(พบ)…อเมริกา

ดีขึ้น : โคลัมบัสพบอเมริกาในปี ค.ศ. ..(1492)..

4. การเว้นช่องว่างไว้ท้ายข้อความดีกว่าไว้ข้างหน้าหรือตอนกลาง เช่น

ไม่ดี : ..(H2O)..คือสัญลักษณ์ทางเคมีของน้ำ

ดีขึ้น : สัญลักษณ์ทางเคมีของน้ำคือ..(H2O)..

5. ไม่ควรลอกข้อความจากหนังสือมาเขียนถาม โดยการตัดข้อความบางตอนออกเพราะจะเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนตอบด้วยวิธีท่องจำ

6. ควรสร้างประโยคคำถามเพื่อให้ได้คำตอบที่สั้นที่สุด

7. พยายามถามในสิ่งที่มีคำตอบถูกเพียงคำตอบเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในการตรวจ

8. เว้นที่ว่างสำหรับเติมคำตอบให้เพียงพอ เพราะนักเรียนแต่ละคนเขียนหนังสือโตไม่เท่ากัน และช่องว่างในแต่ละข้อควรมีขนาดเท่า ๆ กัน เพื่อป้องกันการแนะคำตอบ

9. คะแนนในแต่ละช่องควรให้เท่ากัน

ข้อดีของข้อสอบแบบเติมคำ

1. สร้างง่ายสะดวกและรวดเร็ว

2. โอกาสที่ตอบถูกโดยการเดามีน้อย

3. สามารถสร้างคำถามวัดในเรื่องหนึ่ง ๆ ได้หลายข้อ

ข้อจำกัดของข้อสอบเติมคำ

1. วัดพฤติกรรมความรู้-ความจำ ซึ่งเป็นความรู้ขั้นต่ำ

2. ถ้าส่วนที่ต้องการเติมมีหลายเรื่อง ก็ไม่เหมาะที่จะสร้างข้อสอบประเภทนี้ เพราะการเว้นที่อาจเป็นการแนะคำตอบ เช่น

-ธงชาติไทยมี……..สี คือ 1……………… 2………………. 3…………………

3. ขาดความเป็นปรนัยในกรณีที่เขียนประโยคนำไม่ดี เช่น

ไม่ดี : สบู่เป็น……………………………………………………

ดีขึ้น : สบู่เป็นของผสมระหว่าง….(ไขมัน)….กับ….(ด่าง)….

ตัวอย่างข้อสอบ

1. จังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศไทยปี พ.ศ. 2539 คือ ………………………….

2. สีม่วงเกิดจากการผสมระหว่างสี…………………………….กับสี……………………………… .

3. กษัตริย์ที่ทรงกอบกู้เอกราชพระองค์แรกของกรุงศรีอยุธยาคือ……………………………

3. ข้อสอบแบบจับคู่ (matching test)

ลักษณะข้อสอบ ข้อสอบจะประกอบไปด้วยภาคคำถาม และภาคคำตอบ โดยผู้ตอบจะต้องจับคู่ระหว่างคำถามและคำตอบที่กำหนดให้ตรงกัน หรือสัมพันธ์กันอย่างมีเหตุผล ตัวอย่าง เช่น

คำชี้แจง แถว ก ประกอบด้วยรายการที่เกี่ยวกับคำนาม จงเลือกลักษณะนามจากอักษรในแถว ข ที่เหมาะสม หรือสอดคล้องที่สุดกับข้อความในแถว ก คำตอบในแถว ข อาจนำไปใช้มากกว่าหนึ่งครั้ง หรือไม่ใช้เลยก็ได้

แถว กแถว ข
…….1. เข็ม…….2. ช้าง……3. หนังสือ……4. รถ…….5. แหก. ปากข. เชือกค. เล่มง. ตัวจ. คันฉ. ด้ามช. ผืนซ. หลัง

หลักการสร้าง

1. คำสั่ง หรือคำชี้แจงที่จะให้ผู้ตอบปฏิบัติอย่างไร ควรเขียนให้ชัดเจน

2. จำนวนข้อความในภาคคำตอบควรมีจำนวนมากกว่าข้อความในภาคคำถาม 3-5 ข้อ

(สุภาพ วาดเขียน และอรพินธ์ โภชนดา. 2520 : 59)

3. คำที่อยู่ในภาคคำถามและคำตอบควรเป็นชนิดเดียวกัน หรืออาจสร้างเป็นประโยค วลี เครื่องหมายใด ๆ รูปภาพ ตัวเลข หรือตัวอักษร โดยเมื่อนำภาคคำถามและคำตอบมาเข้าคู่กันแล้ว จะได้ข้อความที่สอดคล้องกัน

4. คำที่เข้าคู่กันควรจะวางตำแหน่งให้อยู่สลับกันหรืออาจจะจัดเรียงลำดับตามตัวอักษรเวลา หรือจากมากไปหาน้อย เพื่อที่จะได้สะดวกในการพิจารณาคำตอบและลดการเดา

5. พยายามให้ภาคคำถาม และภาคคำตอบสมดุลย์กัน จำนวนข้อย่อยในภาคคำถามควรอยู่ระหว่าง 5-8 ข้อย่อย

(อนันต์ ศรีโสภา. 2525 : 120) เพราะถ้าหากคำถามมากจะทำให้นักเรียนเสียเวลาในการหาคำตอบ เช่น

ถ้าภาคคำถามมี 5 ข้อย่อย ภาคคำตอบจะมี 8-10 ข้อย่อย

ถ้าภาคคำถามมี 7 ข้อย่อย ภาคคำตอบจะมี 10-12 ข้อย่อย

6. ทั้งภาคคำถามและภาคคำตอบจะต้องอยู่หน้าเดียวกัน

ข้อดีของข้อสอบแบบจับคู่

1. สร้างง่ายและประหยัดเวลา

2. สามารถถามได้มากข้อในเวลาจำกัด

3. เหมาะสำหรับการวัดความจำ

4. ตรวจให้คะแนนสะดวกรวดเร็ว เพราะสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจได้

5. สามารถพัฒนาเป็นข้อสอบเลือกตอบแบบตัวเลือกคงที่ได้

ข้อจำกัดของข้อสอบแบบจับคู่

1. เป็นการยากที่จะสร้างข้อคำถามให้เป็นเอกพันธ์กัน

2. วัดความสามารถชั้นสูงได้น้อย

3. ข้อสอบข้อท้าย ๆ มีโอกาสตอบถูกได้ง่าย

4. ข้อสอบแบบถูกผิด (true-false items)

ลักษณะข้อสอบ เป็นข้อสอบที่ให้พิจารณาข้อความที่เป็นปัญหานั้นว่าถูกหรือผิดตามหลักวิชา โดยผู้ตอบต้องทำรหัสหรือเครื่องหมายลงที่ข้อความนั้น ๆ ตามที่โจทย์กำหนด เช่น ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย เป็นต้น

หลักการสร้าง

1. เขียนข้อสอบที่ต้องการจะถามให้อยู่ในรูปประโยคบอกเล่า โดยข้อความที่ถามไม่ควรจะยากเกินไปนัก

2. ควรใช้ภาษาง่าย ๆ ไม่คลุมเครือหรือกำกวม เพราะจะเป็นสาเหตุที่ทำให้นักเรียนทำ
ข้อสอบผิด เช่น

ไม่ดี : ถูก ผิด ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน

โจทย์ข้อนี้นักเรียนอาจตีความหมายผิดจากที่ครูต้องการ เพราะคิดว่าคนเรามีความสามารถทางสมองต่างกัน รูปร่างต่างกัน เป็นต้น

ดีขึ้น : ถูก ผิด ตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่าทุกคนมีความเท่าเทียมกัน

3. หลีกเลี่ยงการใช้คำบางประเภทที่อาจเป็นการชี้แนะคำตอบได้ เช่น คำว่าทั้งหมด เสมอๆ ทุก ๆ ไม่มีเลย ฯลฯ คำประเภทนี้จะมีโอกาสทำให้ข้อความผิดมากกว่าถูก ส่วนคำว่า อาจจะ บางอย่าง บางครั้ง โดยทั่วไปคำประเภทนี้มีโอกาสที่จะทำให้ข้อความถูกมากกว่าผิด

ไม่ดี : ในสมัยกรุงสุโขทัยประเทศไทยทำสงครามกับพม่าบ่อย ๆ

ดีขึ้น : ในสมัยกรุงสุโขทัยประเทศไทยทำสงครามกับพม่ามากกว่า 5 ครั้ง

4. พยายามใช้ข้อความที่แสดงปริมาณมากกว่าข้อความแสดงคุณภาพ เพราะการใช้คำว่า มาก น้อย ดี เลว เป็นสิ่งที่ตัดสินใจลำบาก

ไม่ดี : คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน มีรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หลายคน

ดีขึ้น : คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน มีรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมากกว่า 1 ใน 4

5. ข้อความแต่ละข้อควรถามประเด็นเดียว ไม่ใช่ว่าส่วนแรกผิดส่วนหลังถูกเพราะจะทำให้ลำบากในการตอบ

ไม่ดี : ปลาโลมาเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ดีขึ้น : ปลาโลมาเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

ดีขึ้น : ปลาโลมาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

6. หลีกเลี่ยงการใช้คำที่เป็นคำสั่ง เพราะไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าถูกหรือผิด

ไม่ดี : จงแปรงฟันทุกวัน วันละสามครั้ง

7. หลีกเลี่ยงการใช้คำปฏิเสธซ้อน เพราะจะทำให้เด็กตีความลำบาก แต่ถ้าหากจำเป็นต้องใช้คำปฏิเสธควรจะขีดเส้นใต้ด้วย เช่น

ไม่ดี : เด็กไม่ดื้อ ไม่ใช่เด็กไม่ดี

ดีขึ้น : เด็กดื้อไม่ใช่ เด็กดี

8. ในกรณีออกข้อสอบประเภทถูกผิดทั้งหมดควรสร้างคำถามให้มีจำนวนข้อมาก ๆ เช่น 50, 100 หรือ 200 ข้อ และควรวางตำแหน่งข้อถูก-ผิด สลับกันอย่างไม่มีระบบ เพื่อป้องกันการเดา

9. ควรกำหนดคะแนนไว้ในคำชี้แจงให้แน่นอน เช่น กำหนดข้อละ 1 คะแนน และไม่ควรหักคะแนนหรือติดลบข้อที่ทำผิด

ข้อดีของข้อสอบแบบถูก-ผิด

1. ตรวจง่าย รวดเร็ว ยุติธรรม มีความเป็นปรนัย

2. สามารถวัดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรู้ความจำได้ดี

3. สามารถสอบเนื้อหาวิชาได้มากกว่าข้อสอบแบบอื่นในเวลาที่เท่ากัน

4. สามารถพัฒนาเป็นแบบทดสอบเลือกตอบได้

5. ออกข้อสอบง่าย และได้จำนวนมากข้อ แต่ผู้สอบใช้เวลาทำน้อย

ข้อจำกัดของข้อสอบแบบถูก-ผิด

1. นักเรียนได้คะแนนเนื่องจากการเดามีค่อนข้างสูง เพราะเลือกจากหนึ่งในสองอย่าง

2. ไม่สามารถที่จะวินิจฉัยได้ว่า สาเหตุที่นักเรียนทำข้อสอบผิดเนื่องมาจากอะไร

3. มีความเชื่อมั่นต่ำ ดังนั้นควรออกข้อสอบไม่น้อยกว่า 50 ข้อ (Stanley and Hopkins. 1972)

4. ส่วนมากวัดได้เฉพาะพฤติกรรมความรู้-ความจำ

5. ส่งเสริมการเรียนที่ไม่ดีแก่นักเรียน เพราะว่านักเรียนทำข้อสอบเพียงแค่ทำเครื่องหมายถูกผิดเท่านั้น

ตัวอย่างข้อสอบ

…….1. ผู้ชนะสิบทิศเป็นบทประพันธ์ของสุนทรภู่

…….2. ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทยคือดอยสุเทพ

…….3. ราคาขายคือผลบวกของราคาซื้อและกำไร

รบกวนคลิกให้คะแนนโพสต์นี้ด้วยครับ
[รวม: 1 เฉลี่ย: 5]


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า
error: Content is protected !!