
ขั้นตอนการทำโครงงานอย่างง่าย โครงงานการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
ขั้นตอนการทำโครงงานอย่างง่าย โครงงานการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
ขั้นตอนที่ 1 การคิดเลือกหัวเรื่องและตั้งชื่อโครงงาน
ชื่อโครงงานเป็นสิ่งสำคัญประการแรก เป็นขั้นตอนสำคัญและยากที่สุด เพราะชื่อโครงงานจะช่วยเชื่อมโยงความคิดไปถึงวัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน และควรกำหนดให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลัก ควรมีความเฉพาะเจาะจงและชัดเจนและควรเป็นเรื่องแปลกใหม่ ซึ่งแสดงถึงความคิดสร้างสรรค์และประโยชน์ของเรื่องที่จะศึกษาด้วย หัวเรื่องควรได้มาจากความสนใจ คำถาม ปัญหา ความสงสัยหรืออยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน
ข้ออควรคำนึงเกี่ยวกับการคัดเลือกเรื่องที่จะทำโครงงาน
1. เหมาะสมกับระดับความรู้
2. เหมาะสมกับระดับความสามารถ
3. วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้
4. งบประมาณเพียงพอ
5. ระยะเวลาที่ใช้ทำโครงงาน
6. มีครูหรือผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษา
7. มีความปลอดภัย
8. มีแหล่งเรียนรู้หรือมีเอกสารเพียงพอที่จะค้นคว้า
ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อโครงงาน จากหนังสือ ตำรา เอกสาร บทความ อินเทอร์เน็ต วารสารต่างๆ หรือค้นหาจากงานวิจัยที่ผู้วิจัยไว้แล้ว รวมไปถึงการขอคำปรึกษา ขอแนะนำหรือข้อมูลต่าง ๆ จากผู้คุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง
ขั้นตอนที่ 3 ออกแบบวิธีดำเนินโครงงานและการเขียนรายงาน
โดยทั่วไปเค้าโครงของโครงงานจะมีหัวข้อดังต่อไปนี้
1. ชื่อโครงงาน
ควรตั้งชื่อโครงงานการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ให้สื่อความหมายได้ชัดเจน ครอบคลุมความหมายของกิจกรรมที่ทำให้ชัดเจนว่าทำอะไร ต้องเป็นชื่อที่เหมาะสม ชัดเจน ดึงดูดความสนใจ และเฉพาะเจาะจงว่าจะทำอะไร ไม่ควรตั้งชื่อโครงงานที่มีความหมายกว้างเกินไปตัวอย่างเช่น โครงงานจิตใจใสสะอาด กวาดลานวัด , โครงงานรักใสๆห่วงใยใส่ถุง , โครงงานรู้ทันน้ำ รู้ทันสึนามิ
2. ชื่อผู้ทำโครงงาน
เป็นชื่อผู้รับผิดชอบโครงงาน ในกรณีงานกลุ่มต้องระบุหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละคนให้ชัดเจน พิจารณาความเหมาะสมในด้านความสามารถ โอกาสในการทำงาน กำลังทุนทรัพย์สินของแต่ละบุคคล ทั้งนี้เพื่อจะได้ทราบว่า โครงงานอยู่ในความรับผิดชอบของใครและสามารถติดตามได้ที่ใด หรือโครงการนี้อยู่ในความรับผิดชอบของใคร เมื่อมีปัญหาจะได้ติดต่อประสานงานได้อย่างง่าย
3. ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน
การเขียนชื่อครูทีปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ควรใหเกียรติยกย่องเผยแพร่ รวมทั้งขอบคุณที่ได้แนะนำการทำโครงงานจนบรรลุเป้าหมาย
4. บทคัดย่อ
เป็นการอธิบายสรุปถึงที่มา และความสำคัญของโครงงานอย่างครอบคลุมประเด็นสำคัญ 3 ประเด็น คือ โครงงานนี้มุ่งทำอะไร (วัตถุประสงค์) ดำเนินการทำอย่างไร (วิธีดำเนินการ) และผลที่ได้เป็นอย่างไร (ผลการศึกษาทดลอง)
5. กิตติกรรมประกาศ
ส่วนใหญ่การทำโครงงานเป็นกิจกรรมที่มักจะได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศของความร่วมมือ จึงควรกล่าวขอบคุณบุคลากร หน่วยงานต่างๆที่มีส่วนช่วยให้โครงงานนี้สำเร็จ
6. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
ในการเขียนที่มาและความสำคัญของโครงงาน ผู้จัดทำโครงงานต้องศึกษาหลักการ ทฤษฏีกี่ยวกับเรื่องที่สนใจจะศึกษา หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆว่า เรื่องที่สนใจจะศึกษานั้นต้องมีทฤษฏี แนวคิดมาสนับสนุน เพราะ ความรู้เหล่านี้จะเป็นแนวทางสำคัญในเรื่องต่อไปนี้
– แนวทางการตั้งสมมติฐานของเรื่องที่จะศึกษา
– แนวทางในการออกแบบการทดลองหรือการรวบรวมข้อมูล
– ใช้ประกอบการอภิปรายผลการศึกษา ตลอดจนเสนอแนะเพื่อนำความรู้และสิ่งประดิษฐ์ที่ค้นพบไปใช้ประโยชน์ต่อไป
การเขียนที่มาและความสำคัญของโครงงาน คือ การอธิบายให้กระจ่างชัดว่า ทำไมต้องทำ ทำแล้วได้อะไร หากไม่ทำจะเกิดลเสียอย่างไร ซึ่งมีหลักการเขียนคล้ายเรียงความทั่วไป คือมี ส่วนนำ ส่วนเนื้อหา และส่วนสรุป
7. วัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน
คือ การกำหนดวัตุประสงค์ปลายทางที่ต้องการจากการทำโครงงาน ในการเขียนวัตถุประสงค์ ต้องเขียนให้ชัดเจน อ่านเข้าใจง่าย สอดคล้องกับชื่อโครงงาน หากมีวัตุประสงค์หลายประเด็นให้ระบุเป็นข้อๆ การเขียนวัตถุประสงค์มีความสำคัญต่อแนวทางการศึกษา ตลอดจนความรู้ที่ค้นพบหรือสิ่งประดิษฐ์ที่ค้นพบนั้นจะมีความสมบูรณ์ครบถ้วน คือ ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทุกๆข้อ
8. สมมติฐาน (ถ้ามี) ** ส่วนใหญ่ใช้กับโครงงานประเภทการทดลอง
สมมติฐานของการศึกษา เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้จัดทำโครงงาน ต้องให้ความสำคัญ เพราะจะทำให้เป็นการกำหนดแนวทางในการออกแบบการศึกษาให้ชัดเจนและรอบคอบ ซึ่งสมมติฐาน คือการคาดคะเนคำตอบของปัญหาอย่างมีหลักการและเหตุผล ตามหลักการ ทฤษฏี รวมถึงผลการศึกษาของโรงงานที่ได้ทำมาแล้ว
9. ขอบเขตของการทำโครงงาน
ผู้จัดทำโครงงาน ต้องให้ความสำคัญต่อการกำหนดขอบเขตของการทำโครงงาน เพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือ ซึ่งได้แก่ การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนตัวแปรที่ศึกษา
9.1) การกำหนดประชากร คือสมาชิกทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับปัญหาวิจัย
9.2) การกำหนดกลุ่มตัวอย่างที่จะศึกษา คือ สมาชิกส่วนหนึ่งของประชากร และกลุ่มตัวอย่างที่ดีนั้นจะต้องเป็นตัวแทนของประชากร โดยความจำเป็นของการใช้กลุ่มตัวอย่างคือมีความเป็นไปได้ในการเก็บข้อมูล มีความประหยัดและมีประสิทธิภาพ
9.3) ระยะเวลาดำเนินการเป็นการกำหนดระยะเวลาการปฏิบัติงานทั้งโครงงาน
9.4) เนื้อหาเป็นการเขียนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการศึกษา ค้นคว้า ถ้ามีหลายเรื่องให้เขียนเป็นข้อย่อยๆ
9.5) งบประมาณ กการจัดทำโครงงานทุกครั้งต้องมีการ ประมาณค่าใช้จ่ายไว้ล่วงหน้า จัดทำรายละเอียดรายจ่ายที่เกิดขึ้นในการดำเนินโครงงาน เป็นการระบุถึงจำนวนเงิน จำนวนบุคคล จำนวนวัสดุ-อุปกรณ์ และปัจจัยอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินงาน เพราะงบประมาณเป็นตัวช่วยให้งานสำเร็จลงได้ถ้าขาดงบประมาณแล้วทุกอย่างก็อาจล้มเหลวได้
การจัดทำงบประมาณและทรัพยากรในการดำเนินงานโครงงาน ผู้วางแผนโครงงานควรต้องคำนึงถึงหลักสำคัญ 4 ประการในการจัดทำโครงงาน โดยจะต้องจัดเตรียมไว้อย่างเพียงพอและจะต้องใช้อย่างประหยัด ดังนี้
1. ความประหยัด (Economy)
2. ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency)
3. ความมีประสิทธิผล (Effectiveness)
4. ความยุติธรรม (Equity)
9.6) นิยามศัพท์เฉพาะ เป็นการอธิบายควาหมายของตัวแปรที่ศึกษา และบอกวิธีการทดลองของตัวแปรเหล่านั้น เพื่อเป็นแนวทางการออกแบบการทดลอง ตลอดจนมีผลต่อการเขียนรายงานการทำโครงงานที่ถูกต้อง สื่อความหมายให้ผู้ฟังและผู้อ่านเข้าใจตรงกัน
10. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับหรือผลที่คาดว่าจะได้รับ
ให้ระบุผลที่จะเกิดขึ้นเมื่อเสร็จสิ้นโครงงาน เป็นผลที่ได้รับโดยตรงและผลพลอยได้หรือผลกระทบจากโครงงานเป็นผลในด้านดีที่ คาดว่าจะได้รับจะต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์และเป้าหมาย
11. วิธีดำเนินการ
คือ วิธีการช่วยให้งานบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการทำโครงงานตั้งแต่เริ่มเสนอโครงงานกระทั่งสิ้นสุดโครงงาน ประกอบด้วย
11.1) การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่างที่จะศึกษา คือ การบอกสมาชิกทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับปัญหาวิจัย
11.2) วิธีการดำเนินการ คือ การบอกวิธีการสร้างโครงงานที่ศึกษา ค้นคว้ามา เป็นลำดับขั้นตอน โดยเริ่มจากการบอก วัสดุ-อุปกรณ์ที่ใช้ แล้วบอกวิธีการสร้างโครงงานนั้นๆ เช่น นักเรียนทำโครงงานเรื่องการศึกษาลายผ้าบาติกแบบโมเดิร์น ก็ให้บอกวิธีการสร้างลายผ้าบาติกแบบโมเดิร์นเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อให้ผู้ฟังและผู้อ่านเข้าใจวิธีการตรงกันและสามารถทำตามได้
11.3) การสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น แบบสังเกต แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบวัดความพึงพอใจ แบบทดสอบ เป็นต้น
11.4) การเก็บรวบรวมข้อมูลคือ การนำโครงงานที่ศึกษา ค้นคว้า นำมาให้กลุ่มตัวอย่างได้ศึกษา ทดลองใช้ หลังจากนั้นก็ให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบเครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ผู้จัดทำสร้าง เช่น แบบสังเกต แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบวัดความพึงพอใจ แบบทดสอบ เป็นต้น
11.5) การวิเคราะห์ข้อมูล คือ การนำผลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูล มาวิเคราะห์ด้วยวิธีทางคณิตศาสตร์ สถิติ เพื่อที่จะนำไปสรุปผลออกมาเป็นข้อความ กราฟ แผนผัง ฯลฯ ต่อไป
ในการเขียนวิธีดำเนินการให้ระบุกิจกรรมที่จะทำให้ชัดเจน ว่าจะทำอะไรบ้าง เรียงลำดับกิจกรรมก่อน-หลัง ให้ชัดเจน เพื่อสามารถนำโครงงานไปปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องและถูกต้อง
12. ผลการศึกษาค้นคว้า
คือ การนำเสนอข้อมูล หรือผลการศึกษาต่างๆที่สังเกตรวบรวมได้ รวมทั้งเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้วิเคราะห์ได้ด้วย
13. สรุปผลและข้อเสนอแนะปัญหาอุปสรรค
สรุปผลที่ได้จากข้อมูลการศึกษา ถ้ามีการตั้งสมมติฐาน ควรระบุด้วยว่า ข้อมูลที่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านกับสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือยังสรุปไม่ได้ นอกจากนี้ควรกล่าวถึงการนำผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ การดำเนินงานตามโครงการนี้ มีปัญหาและอุปสรรคใดบ้าง ทั้งในด้านตัวบุคคลที่ร่วมงาน ขั้นตอนการปฏิบัติ ภัยธรรมชาติ พร้อมชี้แจงสาเหตุที่อาจเกิดขึ้นด้วย รวมทั้งแนวทางแก้ไข ปัญหาและอุปสรรคที่ไม่เป็นไปตามแผนขั้นตอนการปฏิบัติงานทุกขั้นตอน ระยะเวลา วัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดด้วย รวมทั้งข้อเสนอแนะปรับปรุงแก้ไข หากมีผู้ศึกษาค้นคว้าเรื่องทำนองนี้ต่อไปในอนาคต
14. เอกสารอ้างอิง ชื่อเอกสาร ข้อมูล ที่ได้จากแหล่งต่าง ๆ
ให้บอกชื่อผู้แต่งหนังสือครั้งที่พิมพ์ สถานที่พิมพ์ สำนักพิมพ์และปีที่พิมพ์ หรือแหล่งข้อมูลที่นักเรียนใช้ค้นคว้า เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการเขียนโครงงาน (ถ้ามีแหล่งค้นคว้ามากกว่า 5 แหล่ง ใช้คำว่า บรรณานุกรม) ควรเขียนตามหลักการนิยม
ขั้นตอนที่ 4 การปฏิบัติโครงงาน
เป็นการดำเนินงานตามแผนที่ได้กำหนดไว้ในเค้าโครงของโครงงาน และต้องมีการจดบันทึกข้อมูลต่าง ๆ อย่างละเอียด จัดทำอย่างเป็นระบบ เป็นระเบียบ เพื่อที่จะได้ใช้เป็นข้อมูลต่อไป
การติดตามและการประเมินผล
เป็นวิธีการหรือเทคนิคในการดูแลและควบคุมการปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ต้องบอกให้ชัดเจนว่าก่อนเริ่มทำโครงงาน ระหว่างทำโครงงานและหลังการทำโครงงาน จะมีการติดตามและประเมินผลอย่างไร เป็นการระบุว่ามีการติดตาม การควบคุม การกำกับ และการประเมินผลโครงงานอย่างไร จะประเมินความสำเร็จของการดำเนินงานโครงงานได้อย่างไรใครเป็นผู้รับผิดชอบ โดยระบุวิธีหรือเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินด้วย ทั้งนี้หัวข้อของการประเมินจะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ตามโครงงานด้วย
ดังนั้น เพื่อให้การติดตามและประเมินผลโครงการสอดคล้องระหว่างการวางแผนกับการปฏิบัติงาน ควรพิจารณาดำเนินการเป็น 3 ระยะ คือ
1. ประเมินผลก่อนการทำโครงการ หรือก่อนการปฏิบัติงาน
2. ประเมินผลระหว่างที่มีการทำโครงงาน
3. ประเมินผลภายหลังการทำโครงงาน (เมื่อเสร็จสิ้นโครงงาน)
ขั้นตอนที่ 5 การเขียนรายงาน
ควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย กระชับ ชัดเจน และครอบคลุมประเด็นสำคัญของโครงงาน โดยสามารถเขียนให้อยู่ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การสรุป รายงานผล ซึ่งประกอบไปด้วยหัวข้อต่าง ๆ เช่น บทคัดบ่อ บทนำ เอกสารที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
ขั้นตอนที่ 6 การแสดงผลโครงงาน
การแสดงผลโครงงาน เป็นการนำเสนอผลงานที่ได้ศึกษาค้นคว้าให้ผู้อื่น ได้รับรู้และเข้าใจอาจจะทาในรูปแบบต่างๆ เช่น การจัดนิทรรศการ การรายงานปากเปล่า การรายงานประกอบสไลด์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น การแสดงผลงานโครงงานทำได้หลายระดับ เช่น
1. การจัดแสดงผลงานภายในชั้นเรียน
2. การจัดนิทรรศการภายในโรงเรียนเป็นการภายใน
3. การจัดนิทรรศการในงานประจำปีของโรงเรียน
4. การส่งผลงานเข้าร่วมในการแสดงหรือประกวดภายนอกโรงเรียน
5. การจัดนิทรรศการ
การแสดงผลงานเป็นงานขั้นสุดท้ายและการนาเสนอโครงงานเป็นขั้นตอนที่สำคัญ อีกประการหนึ่งของการทำโครงงาน เพราะสะท้อนการทำงานของนักเรียน ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่ทำ การตอบข้อซักถาม บุคลิกท่าทาง ท่วงท่า วาจา ไหวพริบปฏิภาณ นักเรียนควรได้รับการฝึกบุคลิกภาพในการนำเสนอให้สง่าผ่าเผย พร้อมทั้งฝึกให้มีมารยาทในการฟังด้วย การเสนอผลงานโครงงานมีหลายลักษณะคือ
6.1 บรรยายประกอบแผ่นใส / สไลด์คอมพิวเตอร์
6.2 บรรยายประกอบแผงโครงงาน
6.3 การจัดนิทรรศการ
6.3.1 นิทรรศการ คือ การนำวัสดุหรือสื่อแสดงหลายๆอย่าง เช่น ของจริง หุ่นจำลอง ภาพวาด ภาพถ่าย ป้ายนิเทศ ภาพโฆษณา ฯลฯ มาจัดแสดงเพื่อให้ผู้ดูได้เห็นและเกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวางหลายแง่มุม ซึ่งโดยทั่วไปมักแบ่งนิทรรศการออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. นิทรรศการถาวร เป็นการรวบรวมวัสดุหรือสื่อแสดงอื่นๆมาจัดแสดงไว้ในสถานที่หนึ่งเป็นการถาวร ส่วนใหญ่สื่อที่จัดในนิทรรศการถาวรนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก การจัดนิทรรศการถาวร ได้แก่ การจัดนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ
2. นิทรรศการชั่วคราว เป็นการแสดงหรือรวบรวมวัสดุต่างๆ มา จัดเป็นเรื่องราวเฉพาะเรื่องบางโอกาส เช่น การจัดนิทรรศการเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา หรือวาระโอกาสพิเศษ การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย เป็นต้น
3. นิทรรศการเคลื่อนที่ เป็นการเก็บรวบรวมวัสดุหรือสื่อแสดงต่าง ๆมาจัดแสดงเป็นเรื่องราวเฉพาะเรื่องเช่นเดียวกับการจัดนิทรรสการชั่วคราวแต่วัสดุสิ่งของต่างๆที่จัดไว้ จะจัดในลักษณะที่เตรียมไว้ให้สะดวกต่อการเคลื่อนที่และเปลี่ยนแปลงไปยังสถานที่ต่าง ๆได้ด้วย
6.3.2 หลักในการจัดนิทรรศการ
การจัดนิทรรศการในโรงเรียนหรือในชั้นเรียนส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดจะเป็นการจัดนิทรรศการแบบชั่วคราว โดยมีนักเรียนเป็นผู้มีส่วนในการจัดหาอุปกรณ์หรือจัดวางอุปกรณ์ แต่เพื่อเป็นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และส่งเสริมความสามารถสังเคราะห์ความรู้ไว้กับนักเรียน
1. กำหนดจุดมุ่งหมายในการจัดนิทรรศการว่าต้องการจัดเพื่อ อะไร และต้องการให้ใครดูบ้าง การจัดนิทรรศการเพื่อการเรียนรู้อาจจัดในห้องเรียนเป็นครั้งคราวเพื่อให้นักเรียนในห้องดู
2. เลือกเรื่องที่ต้องการจัด และกำหนดเนื้อสาระของเรื่องว่าต้องการในเนื้อสาระอะไรบ้าง และมีขอบเขตมากน้อยเพียงใด
3. จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ และสถานที่ที่จะจัดวางวัสดุอุปกรณ์ ต่างๆรวมทั้งทิศทางการเข้าชมนิทรรศการของผู้ดูด้วย
4. ถ้าเป็นการจัดนิทรรศการเพื่อให้นักเรียนเข้าชมพร้อมกัน หลายๆห้องควรมีการวางแผนในการประชาสัมพันธ์ด้วย
ขนาดของป้ายนิเทศ