วันเสาร์, 15 สิงหาคม 2563

ระเบียบวิธีการศึกษาทางจิตวิทยา

ระเบียบวิธีการศึกษาทางจิตวิทยา

                จิตวิทยา (psychology) นั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นวิทยาศาสตร์ทางพฤติกรรมหรือที่เรียกกันว่า พฤติกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งในทางวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุผลที่จิตวิทยานั้นได้นำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้เพื่อค้นคว้าหาคำตอบเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหลาย ซึ่งวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่กล่าวมานั้น ประกอบไปด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่

               1. ตั้งปัญหา (Formulating Problem)

                   เป็นขั้นตอนที่จะต้องกำหนดปัญหาที่จะศึกษาค้นคว้าอย่างชัดเจนว่าต้องการค้นคว้าศึกษาหาคำตอบในเรื่องใด นั่นคืออะไรที่ทำให้เราเกิดความสงสัยใคร่รู้นั่นเอง

               2. ตั้งสมมติฐาน (Stating Hypothesis)

                   หลังจากที่ได้กำหนดปัญหาที่ชัดเจนแล้ว ผู้ศึกษาควรคาดคะเนผลที่ควรจะเกิดขึ้นล่วงหน้าว่าจะเป็นอย่างไร โดยอาจอาศัยทฤษฎีที่เกี่ยวข้องมาสนับสนุน แต่ไม่ใช่การเดาสุ่มอย่างไม่มีหลักเกณฑ์ การตั้งสมมติฐานเปรียบเสมือนกับแผนที่ในการเดินทางสู่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและใกล้เคียงกับสิ่งที่เป็นจริงมากยิ่งขึ้น

                3. รวบรวมข้อมูล (Collecting Data)

                   ทั้งนี้ทฤษฎีบางอย่างอาจมีข้อจำกัดหรือเบี่ยงเบนตามสภาพแวดล้อมหรือสาเหตุที่ซ้อนเร้นที่ผู้ศึกษาไม่ทราบ ดังนั้นหลังจากการตั้งสมมติฐานแล้ว ผู้ศึกษาจะต้องทำการแสวงหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มาเพื่อสนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้ อาจทำได้หลายวิธีเช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การใช้แบบทดสอบต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดขึ้นตอนนี้ถือว่ามีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากผลวิเคราะห์ที่ออกมามีความถูกต้องมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้วิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูลวิธีการรวบรวมข้อมูลที่นิยมใช้ในทางจิตวิทยานั้น สามารถจำแนกออกได้ ดังนี้

               1)  วิธีการสังเกต (Observation Method)

                     เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการเฝ้าดูพฤติกรรมของบุคคลในสถานการณ์จริงอย่างมีจุดมุ่งหมาย และทำการบันทึกพฤติกรรมที่แสดงออกมาอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีอคติ และอารมณ์ส่วนตัวโดยเด็ดขาด การสังเกตสามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่

                     – การสังเกตอย่างมีแบบแผน (Formal Observation) นั่นคือ การสังเกตที่มีการเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า มีการวางแผน กำหนดเวลา สถานการณ์ สถานที่ พฤติกรรม และบุคคลที่จะสังเกตไว้อย่างครบถ้วน

                     – การสังเกตอย่างไม่มีแบบแผน (Informal Observation) เป็นการสังเกตอย่างกะทันหัน

ทันทีทันใด ไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า แต่อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตควรจะต้องมีจุดมุ่งหมายในการสังเกตด้วย

                2) วิธีการทดลอง (Experimental Method) หมายถึง การจัดสร้างหรือเปลี่ยนแปลง

                     การสร้างหรือเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ ซึ่งโดยมากแล้วจะกระทำกันในห้องปฏิบัติการ (Laboratory Experiment) โดยในการทดลองนี้มักจะแบ่งกลุ่มการทดลองออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

                     – กลุ่มทดลอง (Experimental Group) เป็นกลุ่มที่มีการจัดสภาพการณ์ขึ้นใหม่เพื่อศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้น หรือสภาพการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ซึ่งเราเรียกว่า ตัวแปร (Variable) โดยสามารถแบ่งตัวแปรได้เป็น 2 ชนิด คือ

                          ก) ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) หมายถึง สิ่งที่ผู้ศึกษาสามารถควบคุมหรือ

กำหนดได้ตามความต้องการ บางทีเรียกว่า ตัวแปรต้น

                           ข) ตัวแปรตาม (Dependent Variable) หมายถึง ตัวแปรที่ไม่สามารถควบคุมหรือกำหนดได้ แต่เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมในกลุ่มทดลอง

                    – กลุ่มควบคุม (Control Group) เป็นกลุ่มที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม แต่ใช้เปรียบเทียบกับกลุ่มทดลองเพื่อดูผลของความแตกต่างว่ามีมากน้อยเพียงใด

               3)  วิธีการสำรวจ (Survey)  เป็นวิธีการอีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เพราะเป็นวิธีการที่ใช้ช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่มากนัก แต่ทั้งนี้สิ่งที่ต้องคำนึงนั่นคือ หากกลุ่มประชากรมีจำนวนที่มากเกินการสำรวจได้อย่างทั่วถึง จะต้องมีวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง (Sample Group) จากกลุ่มประชากรเพื่อนำมาเป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมด วิธีการในการสำรวจ อาทิ แบบสอบถาม สัมภาษณ์ เป็นต้น

                4)  การทดสอบ (Testing) เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้ในการศึกษาทางจิตวิทยา เนื่องจากการทดสอบจะใช้แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized test) ที่นักจิตวิทยาสร้างขึ้นเพื่อวัดหรือประเมินลักษณะทางพฤติกรรม

               5)  การสัมภาษณ์ (Interview) เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสนทนาระหว่างบุคคล เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ละเอียดและลึกมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้จะต้องมีการวางแผนล่วงหน้าอย่างดี โดยเฉพาะการสื่อความหมายที่ต้องเน้นให้เหมาะสม ในการสัมภาษณ์นั้นจะต้องใช้วิธีการสังเกตในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทั้งนี้เพื่อดูพฤติกรรมระหว่างการสัมภาษณ์อีกด้วย

              6) วิธีการทางคลินิก (Clinical Methods)เป็นเทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูลรายบุคคล (Individual Case) ซึ่งจะใช้เฉพาะบุคคลที่มีอาการทางจิตเท่านั้น

               7)  การสืบประวัติ (Case History) เป็นการรวบรวมข้อมูลเพื่อหาเหตุแห่งพฤติกรรมที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน โดยการศึกษาถึงประวัติย้อนหลังซึ่งอาจมาจากบันทึก คำบอกเล่าของผู้ถูกศึกษา ญาติพี่น้อง รวมทั้งบุคคลใกล้ชิด แต่ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในวิธีการนี้ จึงอาจต้องใช้วิธีการอื่น ๆ ประกอบร่วมด้วย

               8) การตรวจสอบจิตตนเอง (Introspection Method) เป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลโดยให้มีการสำรวจทบทวนตนเองในช่วงเวลาเกิดปัญหาที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้จะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ที่ถูกศึกษาอย่างจริงจังด้วย มิฉะนั้นข้อมูลที่ได้อาจเกิดการคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้มาก

               4. การวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis and Testing Data)

                  เมื่อรวบรวมข้อมูลได้มากพอที่จะสนับสนุนสมติฐานแล้ว จึงนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อทำการทดสอบสมมติฐานดังกล่าว ทั้งนี้การวิเคราะห์ข้อมูลอาจทำได้โดยการหาค่าทางสถิติต่าง ๆ แล้วจึงนำค่าเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกับสมมติฐานที่กำหนดไว้ แล้วจึงแปลความจากค่าสถิติดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง

               5. ประเมินผลและสรุป (Conclusion)

                   หลังจากทำการวิเคราะห์ข้อมูลเสร็จสิ้น ควรมีการสรุปผลเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

               6. การนำไปใช้ (Applied Finding)

                   เป็นการนำผลที่ได้จากขั้นตอนที่ 5 ไปใช้อธิบายพฤติกรรมหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโอกาสต่อไป


Loading...