วันเสาร์, 16 พฤศจิกายน 2562

การวัดและประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย

การวัดและประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย

            การประเมินผลพัฒนาการเด็ก หมายถึง การนำข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการมาสรุป เพื่อตัดสินใจจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กแต่ละด้านเป็นรายบุคคล และจะต้องมีการบันทึกและรวบรวมไว้ ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก่เด็ก เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของเด็กแต่ละคนให้ถึงขั้นสูงสุด และใช้รายงานผู้ปกครอง

ความหมายการวัดผล (Measurement)

            หมายถึง กระบวนการที่กำหนดตัวเลขเพื่อแสดงปริมาณของพฤติกรรมของนักเรียน หรือการกำหนดตัวเลขให้กับวัตถุหรือเหตุการณ์ต่างๆ อาจเป็นการสังเกต หรือทดสอบพฤติกรรมของบุคคลใด บุคคลหนึ่งแล้วกำหนดตัวเลข หรือคะแนนให้กับสิ่งที่วัดตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้

ความหมาย การประเมินผล( Assessment)

            1. หมายถึงกระบวนการพิจารณาตัดสินคุณภาพ หรือคุณลักษณะของพฤติกรรม หรือปริมาณของพฤติกรรมว่า ไปตามจุดมุ่งหมายของการสอนหรือไม่

            2. โดยใช้กระบวนการหลายรูปแบบรวมถึงเครื่องมือต่าง ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ

            3. เช่นแบบทดสอบที่ใช้ในชั้นเรียน และผลงานต่างๆ แบบทดสอบมาตรฐาน การประมาณค่า ซึ่งมีวิธีการที่หลากหลาย เช่น การทดสอบโดยตรง การสัมภาษณ์ และการสังเกต

สรุป

            การประเมินผลมีความหมายกว้างกว่าการวัดผล และมีความหมายครอบคลุมไปถึงการวัดผลด้วย เพราะการประเมินผลเป็นการบรรยายทั้งคุณภาพและปริมาณ แต่การวัดผลเป็นการบรรยายถึงปริมาณของพฤติกรรมเท่านั้น

การประเมินผลพัฒนาการ

         หมายถึง ความรู้ความเข้าใจของครูที่มีต่อพัฒนาการ การเรียนรู้ ความสนใจและความต้องการของ เด็กแต่ละคน การประเมินผลถือเป็นกระบวนการที่สำคัญและจำเป็นมากในการจัดการเรียนการสอน

จุดมุ่งหมายการประเมินผลพัฒนาการ

            1. อธิบายสภาพพัฒนาการ และความพร้อมในการเรียนของเด็ก

            2. เพื่อหาข้อมูลไปใช้กำหนดแนวทางในการพัฒนาเด็ก

วัตถุประสงค์ของการประเมินผลพัฒนาการ

            1. การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัยเกิดขึ้นเนื่องจากความ ต้องการที่จะเข้าใจพัฒนาการและความก้าวหน้าของเด็กปฐมวัย
                        1.1 พัฒนาการและความก้าวหน้าของเด็ก ในแต่ละ ช่วงเวลา
                        1.2 ความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงของเด็กเกิดขึ้น อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
                        1.3 บทบาทและสถานภาพในกลุ่มของเด็ก

            2. ข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัยจะมีประโยชน์ในการวางแผนการเรียนการสอนและการสอนและการตัดสินใจต่างๆที่มีผลต่อเด็กปฐมวัย

            3. การประเมินผลเด็กปฐมวัยจะช่วยให้ทราบถึง เด็กซึ่งอาจต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ

            4. การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัยมีจุดประสงค์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเด็กโดยมีการรายงานผลและสื่อสารให้พ่อแม่ ผู้ปกครองและบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบ การบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบมีความต่อเนื่องและสม่ำเสมอ และข้อมูลไม่ควรมาจากความคาดหวังของครู หรือข้อสรุปกว้างๆ

หลักการประเมิน

            1. การประเมินผลพัฒนาการเด็กต้องประเมินทุกด้าน
            2. การประเมินผลถือเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง
            3. ผลการประเมินเด็กแต่ละคนควรเก็บเป็นความลับ
            4. การเลือกวิธีการประเมินผลต้องเลือกให้เหมาะสม
            5. การเปรียบเทียบระดับพัฒนาการเด็กกับเกณฑ์
            6. การเปรียบเทียบระดับพัฒนาการเด็กกับเกณฑ์
            7. การเลือกพฤติกรรมที่จะประเมิน

เทคนิคการประเมินพัฒนาการเด็ก

            1. การสังเกตพฤติกรรมเด็ก( Observation )
            2. การสัมภาษณ์ ( Interview )
            3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก(Anecdotes )
            4. แฟ้มผลงานเด็ก ( Portfolios )
            5. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ(Checklists )
            6. การเขียนบันทึก ( Journal )
            7. การทำสังคมมิติ ( Sociogram )

การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)

            การสังเกตอาจเกิดขึ้นเป็นกิจวัตประจำวันอย่างไม่เป็นทางการ หรืออาจมีการสังเกตอย่างเป็นทางการหรืออย่างเป็นระบบ การสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นเนื่องจาก ในสภาพจริงการจัดชั้นเรียนหนึ่งๆ

องค์ประกอบของการบันทึกการสังเกตพฤติกรรม

            1. การบรรยายเหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือการบรรยายเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่กำลังดำเนินการอยู่อย่างตรงไปตรงมาให้มากที่สุด
            2. ความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน
            3. การตีความ แปลความตลอดถึงการสรุปพฤติกรรมการเรียนรู้จากข้อมูลที่ได้จากการสังเกต

หลักในการบันทึกการสังเกต

            1. การบันทึกการสังเกตจำเป็นต้องมีการบันทึกสภาวะแวดล้อมและพฤติกรรมต่างๆของเด็กรวมตลอดถึงพฤติกรรมของคนรอบข้างเด็กด้วย
            2.การรายงานการบันทึกการสังเกตต้องมีการรายงาน ตามลำดับก่อนหลัง
            3.การบันทึกการสังเกต ควรบรรยายสิ่งที่เด็กทำได้มากกว่าสิ่งที่เด็กทำไม่ได้

ข้อดีของการบันทึกการสังเกต

            1. เด็กไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถในการอ่านและเขียน
            2. เด็กจะไม่รู้สึกว่าตนกำลังถูกสังเกต หรือถูกบันทึกข้อมูลอยู่
            3. กิจวัตรประจำวัน หรือตารางเวลาในการเรียน หรือการทำกิจกรรมของเด็กไม่มีการเปลี่ยนแปลง
            4. ช่วยให้ครูได้ทราบข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับพฤติกรรมบางอย่างของเด็ก
            5. เป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับจากนักการศึกษาปฐมวัยว่าเป็นวิธีที่เหมาะสม

สรุป การบันทึกการสังเกต

            1. บันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบถือเป็นวิธีการพื้นฐานที่สำคัญวิธีหนึ่ง
            2. ในการประเมินผลพัฒนาการเด็กและถ้าผู้สังเกตมีความถี่ถ้วนในการสังเกตมากเท่าไร โอกาสที่ผู้สังเกตจะจัดการเรียนการสอนเพื่อสนองความต้องการของเด็กแต่ละคนก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น

ประเภทของการสังเกต

            1. การสังเกตแบบบรรยาย
            2. ระเบียนพฤติการณ์ ( Anecdoctal Record ) เป็นการบันทึกพฤติกรรมของเด็กตามที่สังเกตได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ โดยบันทึกหลังจากพฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นและเป็นการบันทึกจากความทรงจำ

ข้อสำคัญ ของการสังเกต

            จะต้องบันทึกตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่แทรกข้อคิดเห็นหรือการประเมินของผู้สังเกต เนื้อหาของบันทึกพฤติกรรมแบบนี้มีส่วนประกอบสำคัญ คือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดที่ไหน เมื่อไร มีการพูด หรือการกระทำอะไรเกิดขึ้นบ้าง

ตัวอย่างการบันทึกการสังเกตแบบบรรยาย

1. ชื่อเด็ก ….ด.ญ.สายใจ รักเรียน ……. อายุ….4…… ปี วันที่…….10 มิถุนายน 2562…………..
2. ผู้สังเกต…นางสาว…………………………………
3. เวลา 10.30 น. ในช่วงกิจกรรมกลางแจ้งสังเกตเห็นพฤติกรรมการผลักเพื่อนของ ด.ญ.สายใจ รักเรียน 3 ครั้ง
4. ข้อสรุปของครู : จากการสังเกตพฤติกรรมของ ด.ญ. สายใจ รักเรียน ในวันนี้ เห็นว่า ด.ญ. สายใจ รักเรียน มีพฤติกรรม ……………. ครูจะต้องปรึกษาและพูดคุยกับผู้ปกครอง

การบันทึกการสังเกตแบบบรรยาย

            การบันทึกขณะสังเกต ( Rumming Record ) เป็นการบันทึกพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยผู้สังเกตเป็นผู้จดบันทึกขณะที่เกิดขึ้นจริง การจดบันทึกแบบนี้ให้ประโยชน์มากในแง่ที่สามารถสะท้อนให้รู้พฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กอย่างละเอียด ชัดเจน

ตัวอย่างการบันทึกการสังเกตแบบบรรยาย

1. ชื่อเด็ก : ด.ช.พิชัย ใจรักดี อายุ 3 ปี วันที่ 2 มิถุนายน 2562.
2. ผู้สังเกต : นางสาวรักดี รักสอน สถานที่ ห้องเรียน เวลา 09.30 น. พฤติกรรมที่สังเกต
3. พิชัยนั่งกับกฤษที่โต๊ะปั้นแป้งโด พิชัยนำแป้งมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว แล้วคลึงเป็นแผ่น สามารถตัดออกมาเป็นวงกลมตามที่ต้องการได้โดยการกดครั้งเดียว และใช้นิ้วมือหยิบเศษแป้งที่อยู่นอกวงกลมนั้นออก
4. ข้อคิดเห็นพิชัยมีกล้ามเนื้อเล็กที่แข็งแรง และสามารถใช้มือทั้งสองทำงานประสานสัมพันธ์กันในการปั้นพิชัยมีสมาธิดี ให้ความสนใจในกิจกรรมอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้พูดคุยจนงานเสร็จ

การสัมภาษณ์ ( Interview )

            การสัมภาษณ์อาจเกิดขึ้นระหว่างครูกับเด็ก หรือระหว่างครูกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็ก การสัมภาษณ์ต่างจากการสังเกต คือ การสัมภาษณ์เปิดโอกาสให้มีการซักถามในสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการทราบ

หลักในการสัมภาษณ์

            1. การกำหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนการสัมภาษณ์           
2. เตรียมตัวและเตรียมเครื่องมือ           
3. ผู้สัมภาษณ์ควรเป็นผู้ฟังที่ดี           
4. ขั้นยุติการสัมภาษณ์

ประเภทของการสัมภาษณ์

            1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ( Structured Interviews ) ผู้สัมภาษณ์จะต้องเตรียมคำถามที่จะถามไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นการสะดวกต่อผู้สัมภาษณ์
            2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง หรือไม่เป็นทางการ ( Unstructured หรือ Informal Interviews ) เป็นวิธีการที่ใช้มากในการสัมภาษณ์เด็กเล็ก เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากที่มีการสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบแล้ว ครูอาจเตรียมหัวข้อที่ต้องการคุยหรือสนทนากับเด็กไว้อย่างคร่าวๆ แต่ไม่ได้จดคำถามให้เด็กตอบทีละข้อเหมือนการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ครูอาจซักถามหรือคุยกับเด็กในเรื่องที่ครอบคลุมหัวข้อที่ครูเตรียมไว้ การสัมภาษณ์แบบนี้ผู้สัมภาษณ์ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในการถามคำถามและการตอบสนองต่อคำตอบของเด็ก ในขณะเดียวกันผู้สัมภาษณ์จะต้องเป็นผู้ฟังที่ดี มีการกำหนดจุดมุ่งหมาย หรือวางแผนการสัมภาษณ์มาก่อน และสามารถกระตุ้นหรือถามคำถามให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เข้าสู่ประเด็น

ข้อดีของการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง

            สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์มีอิสระมากขึ้นในการถาม ตอบและช่วยให้ครูรู้จักเด็กในชั้นของตนมากขึ้น มีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ เด็กบางคนที่ขี้อายหรือพูดน้อยในชั้นเรียน อาจจะช่างพูดมากขึ้นเมื่อมีโอกาสสนทนา พูดคุยกับครูสองต่อสอง ช่วยให้ครูได้ภาพรวมของเด็กมากขึ้น และการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างควรใช้ร่วมกับเครื่องมือประเมินผลชนิดอื่นๆ

ข้อจำกัดของการประเมินผลแบบใช้วิธีการสัมภาษณ์

            1. คำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์
           2. จำนวนเวลาที่ใช้ในการตอบคำถาม
           3. ความไว้วางใจและความคุ้นเคยของผู้ถูกสัมภาษณ์ที่มีต่อผู้สัมภาษณ์
           4. การตีความและวิเคราะห์ข้อมูล 
           5.การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง ( Partially Structured Interviews )

นำเอาสองวิธีมารวมกัน

การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก ( Anecdotes )

            การเขียนเรื่องราวสั้นๆเกี่ยวกับตัวเด็ก จากเหตุการณ์ที่ความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็ก การเลือกเหตุการณ์ที่นำมาเขียนจะบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็ก และช่วยให้ครูตอบคำถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้น

ตัวอย่างการเขียนบันทึกเกี่ยวกับเด็ก

1. กิจกรรม : กิจกรรมกลุ่มใหญ่
2. บันทึกพฤติกรรมและคำพูด :ครูนั่งที่เก้าอี้ตัวเล็กที่กลางห้อง เด็กๆทั้งหมดนั่งที่พื้นด้านหน้าของครู ครูวางหนังสือนิทานเล่มใหญ่เรื่อง แม่ไก่แดง ไว้บนที่วางหนังสือสำหรับอ่านให้เด็กฟัง

 ครู : วันนี้เราจะอ่านหนังสือด้วยกันนะค่ะ

วิเคราะห์ :การที่น้องโมได้ร่วมกิจกรรมกลุ่มใหญ่ทำให้น้องโมได้มีประสบการณ์ร่วมกับเพื่อนๆ และครู ได้สร้างความรู้สึกว่าตัวน้องโมเองเป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียน ได้เรียนรู้บทบาทของผู้นำและผู้ตาม น้องโมได้เผชิญกับประสบการณ์สำคัญหลายข้อ ได้แก่ การร้องเพลง การรับรู้ความต้องการของเพื่อนๆ การเล่าประสบการณ์ของตนเองและการสนุกกับภาษาด้วยการฟังนิทาน

แฟ้มผลงานเด็ก ( Portfolios )

            แฟ้มผลงานเด็ก เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บรวบรวมและตีความข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเด็กเพื่อใช้ในการประเมินผล ดังนั้นแฟ้มผลงานเด็ก ถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ ความพยายาม ความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง

            แฟ้มผลงานเด็กจึงถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ ความพยายาม ความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการประเมินผลพัฒนาการเด็กและการจัดโปรแกรมการเรียนการสอนต่อไป

ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก

            1. สามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้
           2. สามารถรวบรวมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่างๆ ของเด็ก
           3. มุ่งเน้นที่ความสามารถ หรือจุดเด่นของเด็ก
           4. เอื้อต่อการประเมินผลพัฒนาการแบบต่างๆ
           5. เด็กสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานต่างๆ เข้ามาเก็บในแฟ้ม
           6. คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
           7. จัดทำขึ้นเพื่อประเมินผลได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าที่จะจัดทำเพื่อการประเมินผลที่คงที่
            8. จัดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูล

ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในการใช้แฟ้มผลงานเด็ก

            1. ผลงานเด็กจำเป็นต้องมีการปรับปรุงดัดแปลงให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ
           2. การเลือกผลงานเพื่อเก็บรวบรวมใส่ในแฟ้มผลงาน
           3. แฟ้มผลงานเป็นการทบทวนสะท้อนความคิด

การทำสังคมมิติ ( Sociogram )

            เป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย ทำให้ครูทราบว่าเด็กในชั้นของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร การทำสังคมมิติถือเป็นการทำวิจัยแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม

วิธีการ

            1. การประเมินแบบสังคมมิติมีวิธีการ ๒ วิธี
           2. การทายลักษณะ
           3. การสร้างภาพทางสังคม

การเขียนบันทึก ( Journal )

            1. เป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ในบางครั้งการเขียนบันทึกอาจเน้นเฉพาะ
            2. เด็กรายที่ต้องการศึกษา หรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่งๆ การเขียนบันทึกจะไม่เป็นทางการเท่ากับ
            3. การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ในการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็กการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ในการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็กในชั้นเรียน

ข้อดีของการเขียนบันทึก

            1. การเขียนบันทึกช่วยให้ครูมีโอกาสสะท้อนความคิดและวิเคราะห์การสอนของตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้ครูตระหนักในหลักสูตรและการสอนของตนเอง
            2. การเขียนบันทึกช่วยให้ครูทราบและรับรู้เรื่องราวของเด็กเป็นรายบุคคล ทำให้ครูเข้าใจเด็กที่สอนมากขึ้น
            3. ครูทราบรายละเอียดและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนมากขึ้น

ข้อจำกัด

         ต้องใช้เวลาในการเขียนบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งบางครั้งครู ไม่มีเวลาในการบันทึก

การใช้แบบทดสอบ ( Test )

            การใช้แบบทดสอบเป็นการทดสอบเพื่อต้องการทราบความรู้สึกของเด็กปฐมวัยโดยการสร้างสถานการณ์ ( รูปภาพ ) มาถาม แล้วให้เด็กตอบโดยเลือกรูปที่แสดงอารมณ์ต่างๆ กันทั้งนี้เพื่อประเมินความรู้สึกนึกคิดของเด็กที่มีต่อเหตุการณ์ต่างๆ เช่น แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านภาษา แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา แบบทดสอบประเมินด้านการสังคมแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์

เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ

            1. ความจำเป็นของการใช้แบบทดสอบ
            2. ลักษณะข้อมูลที่ต้องการ
            3. ความเชื่อถือได้ ( Reliability ) และความเที่ยงตรง ( Validity ) ของแบบทดสอบ
            4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก
            5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้

ประเภทของแบบทดสอบ

แบบทดสอบในระดับปฐมวัยแบ่ง ออกเป็น 2 แบบ

            1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น ( Teacher – made )
            2. แบบทดสอบมาตรฐาน ( Standardized test )

ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย

            1. ถ้าจำเป็นต้องใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย ครูจำเป็นต้องทราบจุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบนั้นๆ
            2. ครูต้องพิจารณาว่าแบบทดสอบที่ตนเลือกใช้ มีความเชื่อถือได้( Reliability ) และความเที่ยง ( Validity )
            3. ครูต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องมือในการประเมินผลพัฒนาการเด็กต้องใช้เครื่องมืออื่นๆด้วย
            4. ครูต้องตระหนักว่าแบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถกำหนดวัตถุประสงค์ของหลักสูตรในชั้นเรียนของตนได้
            5. กระบวนการประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียว
            6. ความรับผิดชอบประการหนึ่งของครูและผู้บริหารโรงเรียน คือการให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอน และการตีความผลของการสอบ

การใช้แบบบันทึกการประเมินผลพัฒนาการ ( Checklists )

            เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมเด็กได้ดีขึ้น การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการนั้นครูประจำชั้นจะต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการจะศึกษาอะไร หลังจากนั้นนำมาสร้างแบบประเมินผลพัฒนาการโดยอาศัยทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก

            การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการจะได้ผลดีที่สุด ถ้ามีการใช้ควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการช่วยประหยัดเวลาครูได้ แต่ถ้าใช้แบบประเมินผลพัฒนาการเพียงอย่างเดียว ครูอาจไม่ทราบถึงรายละเอียดของพฤติกรรม พัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็ก

ข้อควรระมัดระวัง

            ครูมีแนวโน้มที่จะเช็คพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของเด็กให้อยู่ในช่วงกลางๆ มากกว่าที่จะเป็นช่วงต่ำสุด หรือสูงสุด

สรุป

            เทคนิคการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัยมีวิธีการต่างๆมากมายหลายวิธี และวิธีการประเมินผลที่ดีควรคำนึงถึงความสนใจของเด็กเป็นสำคัญ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก และเป็นส่วนหนึ่งของโปแกรมการเรียนการสอน ให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก และเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของเด็ก


Loading...