วันเสาร์, 16 พฤศจิกายน 2562

สรุปสาระสําคัญ ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

ภาพโดย Peggy und Marco Lachmann-Ankeจาก Pixabay

สรุปสาระสําคัญ ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่ผ่านการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการวิสามัญร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2542)

  1. คำปรารภ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และเสรีภาพในการประกอบกิจการตามมาตรา 50
  1. คำนิยาม ได้กำหนดคำนิยามไว้ 14 คำนิยาม ได้แก่ “การศึกษา” “การศึกษาขึ้นพื้นฐาน” “การศึกษาตลอดชีวิต” “สถานศึกษา” “มาตราฐานการศึกษา” “การประกันคุณภาพภายใน” “การประกันคุณภาพภายนอก” “ผู้สอน” “ครู” “ผู้บริหารสถานศึกษา” “ผู้บริหารการศึกษา” “บุคลากรทางการศึกษา” “กระทรวง” และ รัฐมนตรี
  1. หมวด 1 บททั่วไป : ความมุ่งหมายและหลักการ

         3.1 หลักการ หรือปรัชญาการศึกษา โดยถือว่า การศึกษามีความสำคัญสูงสุดและมีบทบาท ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

         กระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้อง การส่งเสริมศาสนา ศิลปะวัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และความรู้อันเป็นสากล รู้จักพึ่งตนเอง ใฝ่รู้ และเรียนรู้ ด้วยตนเอง

         3.2 การจัดระบบ โครงสร้าง และ กระบวนการจัดการศึกษาไทย โดยยึดหลักการศึกษาตลอดชีวิต การมีส่วนร่วมของสังคม และ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง การจัดการศึกษา โดยยึดหลักการมีเอกภาพด้านนโยบายและหลากหลายในการปฏิบัติ การกระจายอำนาจ มาตรฐานการศึกษาและการประกันคุณภาพ การส่งเสริม วิชาชีพครู การระดมทรัพยากร ตลอดจนการมีส่วนร่วมของเอกชน

  1. หมวด 2 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา

         จัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย โดยจัดให้คนที่มีความ บกพร่องทางร่างกาย สติปัญญาฯ เป็นพิเศษ

         บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง มีหน้าที่จัดให้บุตรหรือบุคคลในความดูแลได้รับการศึกษาภาคบังคับ และให้ได้รับการศึกษาตามความพร้อมของครอบครัว รวมทั้งได้รับสิทธิการสนับสนุนจากรัฐ ในการอบรมและให้การศึกษาแก่บุตรฯ และลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา

         บุคคล ชุมชน สถาบันสังคม สถาบันศาสนา องค์กรเอกชน และสถานประกอบการขั้นพื้นฐาน รวมทั้งได้รับสิทธิได้รับการอุดหนุนจากรัฐในการจัดการศึกษาฯ แก่ผู้อยู่ในความดูแล และ ลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา

  1. หมวด 3 ระบบการศึกษา

         5.1  การจัดการศึกษา มี 3 รูปแบบ คือ

         การศึกษาในระบบ : มีจุดมุ่งหมาย วิธีการ หลักสูตร ระยะเวลา การวัด และประเมินผลที่                 ชัดเจนแน่นอน

         การศึกษานอกระบบ : ยืดหยุ่นในจุดมุ่งหมาย วิธีการ และระยะเวลา ส่วนหลักสูตร การวัดและ ประเมินผลมีความชัดเจนแน่นอน

         การศึกษาตามอัธยาศัย : จัดให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพความพร้อม และโอกาส   

         5.2 การศึกษาในระบบมี 2 ระดับ คือ

         การศึกษาขั้นพื้นฐาน : การศึกษาซึ่งจัดไม่น้อยกว่า 12 ปี ก่อน ระดับอุดมศึกษา การแบ่งระดับและประเภทของการศึกษาขึ้นพื้นฐานให้เป็นไปตามกฏกระทรวง

         การศึกษาระดับอุดมศึกษา : การศึกษาหลังการศึกษาขั้นพื้นฐานแบ่งเป็นระดับต่ำกว่าปริญญาตรีและระดับปริญญา

         5.3 ให้มีการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี โดยให้เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่ 7 เข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จนย่างเข้าปีที่ 16 เว้นแต่สอบได้ชั้นปีที่ 9 ของการศึกษาขึ้นพื้นฐาน   

         5.4 สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน แบ่งออกเป็น สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย   โรงเรียนศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน และการศึกษานอกโรงเรียน

         สถานศึกษาที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ประกอบด้วย  มหาวิทยาลัย สถาบัน วิทยาลัย หรือหน่วยงาน     

         สถานที่จัดการอาชีวศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพ : สถานศึกษา หรือสถานประกอบการ

  1. หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา

         6.1 การจัดการศึกษาอบรม โดยยึดหลักผู้เรียนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่า ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดจึงต้องส่งเสริมผู้เรียนให้พัฒนาตามธรรมชาติ และศักยภาพ

         6.2 การจัดการศึกษาอบรม ต้องเน้นความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความ เหมาะสมในแต่ละระดับการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องสังคม ประวัติศาสตร์ ทักษะเกี่ยวกับวิธีการทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศาสนา ศิลป วัฒนธรรม กีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น และภูมิปัญญาไทย ตลอดจนความรู้และทักษะด้านภาษา คณิตศาสตร์ และเน้นการใช้ภาษาไทย

         6.3 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การแก้ปัญหา การผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างสมดุล สนับสนุนให้ผู้สอนจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน เพื่อให้ผู้เรียนรู้ และจัดการเรียนรู้ให้เกิดได้ทุกเวลา และสถานที่

         6.4 การประเมินผล และการจัดสรรโอกาสเข้าศึกษาต่อให้สถานศึกษาจัดประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน สังเกตพฤติกรรม การเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่กันให้สถานศึกษาใช้วิธีการที่หลากหลายในการจัดสรรโอกาสเข้าศึกษาต่อ โดยคำนึงถึงผลการประเมิน ผู้เรียนมาใช้ประกอบด้วย

         6.5 การจัดทำหลักสูตร ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ราชการส่วนกลาง เป็นผู้กำหนด และจัดทำ สาระหลักสูตรแกนกลาง และให้สถานศึกษาระดับขั้นพื้นฐานจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น

         6.6 การมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน (โรงเรียนชุมชน) โดยให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคลชุมชน สถาบัน สังคม สถาบันศาสนา องค์กรเอกชน องค์กรชุมชน สถานประกอบการ หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน

  1. หมวด 5 การบริหารและการจัดการศึกษา

         การบริหารและการจัดการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนของรัฐ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และของเอกชน

         7.1 ส่วนที่ 1 การบริหารและการจัดการศึกษา

         7.1.1 โครงสร้างกระบวนการและการจัดองค์กรการบริหารและการจัดการศึกษา โดยการจัดให้มีกระทรวง ศึกษาธิการ ศาสนา และวัฒนธรรม มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับ ดูแล การจัดการศึกษา ศาสนา และศิลปะ วัฒนธรรม ทุกระดับและทุกประเภท โดยให้มีองค์กรหลักที่เป็นคณะบุคคลในรูปสภา หรือในรูปคณะกรรมการ จำนวน 4 องค์กร (1) สภาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแห่งชาติ (2) คณะกรรมการการอุดมศึกษา (3) คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (4) คณะกรรมการการศาสนา และวัฒนธรรม

         7.1.2 ในเขตพื้นที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังไม่พร้อมที่จะจัดการศึกษาหรือยังจัดได้ไม่เพียงพอ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ มีอำนาจประกาศกำหนดเขตพื้นที่การศึกษา โดยการเสนอแนะของ สภาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแห่งชาติ เพื่อการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษา ระดับต่ำกว่าปริญญา โดยมีคณะกรรมการและสำนักการศึกษาเขตพื้นที่ ร่วมกับสถานศึกษาในเขต พื้นที่ที่รับผิดชอบในการบริหารและการจัดการศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวง หรือ หน่วยงานตัวแทนกระทรวงฯ ในระดับเหนือเขตพื้นที่ให้กระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา ไปยังสถานศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาของรัฐ โดยตรง ทั้งทางด้านวิชาการ งบประมาณ การเงินและทรัพย์สิน การบริหารงานบุคคล และ การบริหารทั่วไป

         7.1.3 ให้สถานศึกษาอุดมศึกษามีฐานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งอาจเป็นส่วนราชการ หรือหน่วยงานในกำกับของ รัฐภายใต้การกำกับดูแลของสภาสถานศึกษาแต่ละแห่ง

         7.1.4 ให้มีการปฏิรูปโครงสร้าง กระบวนการ และการจัดองค์กร การบริหาร และการจัดการศึกษา ภายใน ระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติมีผลใช้บังคับ

         7.2 ส่วนที่ 2 การบริหารและการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิในการจัดการศึกษาในระดับใดระดับหนึ่ง หรือทุกระดับ แต่ทั้งนี้ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อม และจะต้องสอดคล้องกับนโยบายและ ได้มาตรฐานการศึกษา รวมทั้งการเสนอแนะการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงการศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม

         7.3 ส่วนที่ 3 การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชน

         7.1.1 สถานศึกษาเอกชนเป็นนิติบุคคล โดยมีความเป็นอิสระในการบริหารและการจัดการศึกษาได้ทุกระดับ ทุกประเภทตามที่กฏหมายกำหนด โดยมีการกำกับ ติดตามการประเมินคุณภาพ และมาตรฐาน การศึกษาจากรัฐ

         7.1.2 รัฐต้องกำหนดนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของเอกชนในด้านการศึกษาใน ระดับชาติ และในระดับเขตพื้นที่การศึกษา โดยรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนและประชาชน ประกอบการพิจารณา

         7.1.3 รัฐต้องให้การสนับสนุนด้านเงินอุดหนุน การลดหย่อนหรือการยกเว้นภาษีและสิทธิประโยชน์อื่นที่เป็น ประโยชน์ในการศึกษา

  1. หมวด 6 มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา

         ให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาทั้งภายในและภายนอก เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ และถือว่าการประกันคุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการบริหารการศึกษา นอกจากนี้สถานศึกษาจะต้องให้ความร่วมมือในการเตรียมเอกสาร หลักฐานต่างๆ เพื่อการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา

         ให้มีสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา มีฐานะเป็นองค์การมหาชนทำหน้าที่ พัฒนาเกณฑ์ วิธีการประกันคุณภาพภายนอก และทำการประเมินผลการจัดการศึกษาของสถานศึกษา

  1. หมวด 6 ทวิ ครูและบุคลากรทางการศึกษา
    9.1 จัดตั้งกองทุนสำหรับการพัฒนาครู   และบุคลากรทางการศึกษา   ตลอดจนส่งเสริมให้มีระบบกระบวนการผลิต   การพัฒนาครู คณาจารย์   และบุคลากรทางการศึกษา
        9.2 ให้มีกองทุนส่งเสริมและพัฒนาครู   คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่ออุดหนุนผลงาน และเป็นรางวัลเชิดชูเกียรติ   ตลอดจนระดมทรัพยากรบุคคลในชุมชนให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
        9.3 ให้มีองค์กรวิชาชีพครูและผู้บริหารการศึกษามีฐานะเป็นองค์กรอิสระภายใต้การบริหารของสภาวิชาชีพในการกำกับของกระทรวงศึกษา   ศาสนา และวัฒนธรรม
        9.4 ให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู โดยให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาอื่น   ทั้งของ
              หน่วยงานทางการศึกษาในระดับสถานศึกษา และระดับเขตพื้นที่การศึกษาเป็นข้าราชการครู
        9.5 ให้มีกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนของข้าราชการ
  1. หมวด 7 ทรัพยกรและการลงทุนเพื่อการศึกษา

         10.1 ให้มีการระดมทรัพยากรและการลงทุนด้านงานงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สินทั้งหมดของรัฐและ เอกชนเพื่อการศึกษา การจัดเก็บภาษีเพื่อการศึกษา ตลอดจนส่งเสริมและให้แรงจูงใจในการระดม ทรัพยากรดังกล่าวโดยการสนันสนุน การอุดหนุนและใช้มาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี

         10.2 การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อการศึกษา

         การจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการศึกษาของรัฐ กองทุนกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำให้สถานศึกษาเอกชน และกองทุนกู้ยืมให้แก่ผู้เรียน

         สถานศึกษาของรัฐมีอิสระในการบริหารงบประมาณ

         จัดสรรเงินอุดหนุนเป็นค่าใช้จ่ายรายบุคคลสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งของรัฐและเอกชน เงินอุดหนุนทั่วไปให้สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล และเงินอุดหนุน การศึกษาที่จัดโดยครอบครัวชุมชนและองค์กรต่าง ๆ

         จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรทางการศึกษาอื่นเป็นพิเศษสำหรับบุคคลพิการและด้อยโอกาส

         10.3 ให้มีระบบการตรวจสอบ ติดตามและประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการใช้จ่ายงบประมาณ การจัดการศึกษา

  1. หมวด 7 ทวิ เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

         11.1 รัฐต้องจัดสรรคลื่นความถี่ สื่อตัวนำและโครงสร้างพื้นฐานอื่นที่จำเป็น ตลอดจนให้มีเงินอุดหนุน การผลิต และให้มีการให้แรงจูงใจแก่ผู้ผลิต และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา โดยเปิดให้มีการ แข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

         11.2 พัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิต และผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และส่งเสริมให้มีการวิจัยและ พัฒนา ตลอดจนการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

         11.3 จัดให้เด็กไทยได้พัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรกที่ทำได้

         11.4 จัดให้มีหน่วยงานกลาง ทำหน้าที่กำหนดนโยบายแผน ส่งเสริมและประสานงานการวิจัย การพัฒนา การใช้ รวมทั้งการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของการผลิตและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

  1. บทเฉพาะกาล

         12.1 ยกเว้นกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศและคำสั่งเกี่ยวกับการศึกษา ศาสนา ศิลปะวัฒนธรรม ให้มีผลบังคับใช้ต่อไปอีกไม่เกิน 5 ปี กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานการศึกษาและสถานศึกษาให้มีฐานะและอำนาจหน้าที่เช่นเดิม จนกว่าจะได้มีการจัดระบบบริหารและการจัดการศึกษาใหม่ แต่ต้องไม่เกิน 3 ปี

         12.2 จัดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ภายใน 5 ปี

         แบ่งระดับและประเภทการศึกษาขั้นพื้นฐานภายใน 1 ปี

จัดให้มีการประเมินผลภายนอกครั้งแรกของสถานศึกษาทุกแห่งภายใน 7 ปี

         12.3 จัดการระบบบริหารและการจัดการศึกษา หมวด 5 และหมวด 6 ทวิ เกี่ยวกับครูและบุคลากร ทางการศึกษา ตลอดจนการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ. ครูและ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครู ภายใน 3 ปี

         12.4 จัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเป็นองค์การมหาชนเฉพาะกิจ ที่จัดตั้งขึ้นใน พ.ร.บ. ที่ออกตาม ความในกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน เพื่อเสนอโครงสร้าง ตามหมวด 5 จัดระบบครูตามหมวด 6 ทวิ และการลงทุน เพื่อการศึกษา ตามหมวด 7 ตลอดจนเสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังกล่าว

         คณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษา มีจำนวน 9 คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจาก ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการบริหารการศึกษา การบริหารรัฐกิจ การบริหารงานบุคคลการงบประมาณ การเงินและการคลัง กฎหมายมหาชนและกฎหมายการศึกษา โดยได้รับการเสนอจากคณะ กรรมการสรรหา และยุบเลิกตำแหน่งและสำนักงานปฏิรูปการศึกษาในเวลา 3 ปี


Loading...