รูปแบบการบริหารงานวิชาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยกระบวนการมีส่วนร่วม ของโรงเรียนวัดบ้านหนอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท

forumหมวดหมู่: เผยแพร่ผลงานวิชาการรูปแบบการบริหารงานวิชาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยกระบวนการมีส่วนร่วม ของโรงเรียนวัดบ้านหนอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการบริหารงานวิชาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของโรงเรียนวัดบ้านหนอง 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของโรงเรียนวัดบ้านหนอง 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการบริหารงานวิชาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของโรงเรียนวัดบ้านหนอง และ 4) เพื่อประเมินและปรับปรุงรูปแบบการบริหารงานวิชาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของโรงเรียนวัดบ้านหนอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ดำเนินการในปีการศึกษา 2567 ทั้งการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพผ่านแบบสอบถาม สัมภาษณ์ การประชุมสนทนากลุ่ม และการสังเกตการจัดการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการบริหารงานวิชาการ 2) แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) 3) แบบประเมินประสิทธิผลของปแบบการบริหารงานวิชาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของโรงเรียนวัดบ้านหนอง  และ 4) แบบสอบถามความเหมาะสมและความพึงพอใจต่อปแบบการบริหารงานวิชาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของโรงเรียนวัดบ้านหนอง โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของโรงเรียนวัดบ้านหนอง ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนอยู่ในระดับมาก ( = 3.39) แต่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.83) ส่งผลให้เกิดความต้องการจำเป็นในระดับสูง โดยเฉพาะด้านการจัดการเรียนรู้ การนิเทศภายใน และการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง (PNIModified = 0.29 – 0.54) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าระบบงานวิชาการจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง 2) ผู้วิจัยได้พัฒนารูปแบบ WBNTOPS Model ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 7 ด้าน ได้แก่ W–Work as Team, B–Brainstorming, N–Network, T–Technology and Innovation, O–Organization, P–Participation และ S–Spirit and Enoughness โดยผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน พบว่ารูปแบบมีความเหมาะสม ความสอดคล้อง และความเป็นไปได้ในระดับมาก ( = 4.34, S.D. = 0.54) 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบในภาคปฏิบัติพบ การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างเด่นชัดทั้งในระดับครู ผู้เรียน และระบบงานวิชาการ ครูสามารถจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ครอบคลุมทุกกลุ่มสาระร้อยละ 100 คุณภาพการสอนและการทำงานเป็นทีมดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีระดับความพึงพอใจต่อระบบใหม่อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.57) ในด้านผู้เรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.42 ทักษะการคิดวิเคราะห์เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.14 และนักเรียนร้อยละ 96 มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านความพอเพียงในระดับดีถึงดีเยี่ยม สำหรับผู้ปกครองและชุมชนพบว่ามีการเข้ามามีส่วนร่วมในงานวิชาการและกิจกรรมโรงเรียนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนพลังของการมีส่วนร่วมตามแนวคิด SEP-Participation ในขณะที่ระบบงานวิชาการของโรงเรียนมีความเข้มแข็งมากขึ้น เช่น การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเสร็จสมบูรณ์ 100% การพัฒนาระบบ Dashboard วิชาการ และการขยายเครือข่ายความร่วมมือจาก 2 โครงการเป็น 7 โครงการต่อปี และ 4) ผลการประเมินรูปแบบหลัง การใช้จริงพบว่าผู้เกี่ยวข้องมีความคิดเห็นต่อรูปแบบในระดับมาก ( = 4.49) ทั้งยังสะท้อนว่ารูปแบบช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน ลดความซ้ำซ้อนของงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ข้อมูล และเสริมพลังครูในการจัดการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมอย่างยั่งยืน ผู้วิจัยได้สังเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำมาปรับปรุงรูปแบบให้มีความชัดเจนในด้านบทบาทของแต่ละทีมและแนวทางการบริหารข้อมูลสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยสรุป รูปแบบ WBNTOPS Model เป็นรูปแบบการบริหารงานวิชาการที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทโรงเรียนขนาดเล็ก ช่วยเสริมพลังระบบงานวิชาการให้มีความเป็นระบบมากขึ้น พัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการพัฒนาโรงเรียนอย่างยั่งยืน อันสะท้อนศักยภาพของรูปแบบที่จะขยายผลไปยังโรงเรียนในบริบทใกล้เคียงได้ต่อไป   คำสำคัญ :  การบริหารงานวิชาการ, หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง, การมีส่วนร่วม, WBNTOPS MODEL