
“ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย” ควรกินเมื่อมีอาการใด ซื้อกินเองได้ไหม?
ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือยาปฏิชีวนะ เป็นยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส ไม่มีฤทธิ์แก้ปวด ลดไข้ หรือลดการอักเสบ ตัวอย่างยาที่พบบ่อย ได้แก่ อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) เพนนิซิลลิน (Penicillin) และเตตร้าซัยคลิน (Tetracycline)
อาการใดควรใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ?
ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียควรใช้เฉพาะเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่ใช่ทุกอาการป่วยที่ต้องการยาชนิดนี้ อาการที่อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ได้แก่:
อาการติดเชื้อแบคทีเรียที่ต้องใช้ยา:
- ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นหนอง
- ปัสสาวะอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย
- ปอดติดเชื้อแบคทีเรีย
- แผลติดเชื้อ
- อาการเจ็บคอจากเชื้อสเตร็ป โดยมีอาการเฉพาะ เช่น เจ็บคอรุนแรง มีไข้สูง ไม่มีอาการไอ น้ำมูก
อาการที่ไม่ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย:
- ไข้หวัดธรรมดา (80% เกิดจากเชื้อไวรัส)
- เจ็บคอจากเชื้อไวรัส
- อุจจาระร่วงเฉียบพลัน
- อาการอักเสบจากสาเหตุอื่น เช่น การยกของหนัก
ซื้อกินเองได้หรือไม่ ?
การซื้อยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียกินเองนั้นผิด เพราะยาปฏิชีวนะถือเป็นยาอันตรายที่จะจำหน่ายได้เฉพาะในร้านขายยาแผนปัจจุบันภายใต้การควบคุมของเภสัชกรเท่านั้น และต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์หรือแพทย์ทันตกรรม
อันตรายจากการใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียผิดวิธี
การใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียอย่างไม่ถูกต้องอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง:
1. การแพ้ยา – อาการเบาอาจมีผื่นคัน แต่หากรุนแรงอาจเกิดอาการ Stevens-Johnson Syndrome ซึ่งผิวหนังหลุดลอกและอันตรายถึงชีวิต
2. เชื้อดื้อยา – การกินยาไม่ครบโดสหรือกินผิดเวลาทำให้เชื้อแบคทีเรียกลายพันธุ์เป็นเชื้อดื้อยา ต้องใช้ยาที่แรงขึ้นและแพงขึ้น
3. โรคแทรกซ้อน – ยาปฏิชีวนะฆ่าทั้งแบคทีเรียดีและแบคทีเรียเสียในลำไส้ ทำให้เกิดการติดเชื้ออื่นตามมา เช่น ลำไส้อักเสบรุนแรง
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
หลายคนยังเข้าใจผิดว่ายาฆ่าเชื้อแบคทีเรียเป็นยาแก้อักเสบ จึงนำมาใช้รักษาอาการปวดหรืออักเสบทั่วไป ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างสิ้นเชิง ยาแก้อักเสบและยาปฏิชีวนะเป็นคนละชนิดกัน มีสรรพคุณแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ข้อแนะนำสำหรับการใช้ยาอย่างถูกต้อง
เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียควรปฏิบัติดังนี้:
- ใช้ยาเฉพาะเมื่อแพทย์สั่งจ่ายเท่านั้น
- กินยาให้ครบตามขนาดและระยะเวลาที่กำหนด แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว
- ไม่หยุดกินยาเองหรือเก็บยาไว้ใช้ครั้งหลัง
- ไม่แบ่งยาให้ผู้อื่นใช้
- ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเมื่อมีข้อสงสัย
การใช้ยาอย่างเหมาะสมไม่เพียงแต่ปกป้องสุขภาพของตัวเองเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยาที่กำลังเป็นภัยคุกคามระดับโลกอีกด้วย