วิชาการศึกษา

การจัดการเรียนการสอนเพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning

การจัดการเรียนการสอนเพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning สามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ทั้งในและนอกห้องเรียน รวมทั้งสามารถใช้ได้กับผู้เรียนทุกระดับ ทั้งการเรียนรู้เป็นรายบุคคล, การเรียนรู้แบบกลุ่มเล็ก, และการเรียนรู้แบบกลุ่มใหญ McKinney (2008) ได้เสนอรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แบบ Active Learning ได้ดี ได้แก่ 1. การเรียนรู้แบบแลกเปลี่ยนความคิด (Think-Pair-Share) คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนคิดเกี่ยวกับประเด็นที่กำหนดคนเดียว 2-3 นาที (Think) จากนั้นให้แลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนอีกคน 3-5 นาที (Pair) และนำเสนอความคิดเห็นต่อผู้เรียนทั้งหมด (Share) 2. การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative learning group) คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้ทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยจัดกลุ่มๆ ละ 3-6 คน 3. การเรียนรู้แบบทบทวนโดยผู้เรียน (Student-led review sessions) คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทบทวนความรู้และพิจารณาข้อสงสัยต่าง ๆ ในการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ โดยครูจะคอยช่วยเหลือกรณีที่มีปัญหา 4. การเรียนรู้แบบใช้เกม (Games) คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้สอนนำเกมเข้าบูรณาการในการเรียนการสอน ซึ่งใช้ได้ทั้งในขั้นการนำเข้าสู่บทเรียน, การสอน, การมอบหมายงาน, และหรือขั้นการประเมินผล […]

กระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)

กระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ผู้เรียนมีบทบาทในการแสวงหาความรู้และเรียนรู้อย่างมีปฏิสัมพันธ์จนเกิดความรู้ความเข้าใจ นำไปประยุกต์ใช้ สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า หรือสร้างสรรค์สิ่งต่างๆและพัฒนาตนเองเต็มความสามารถ รวมถึงการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้ได้ร่วมอภิปรายให้ฝึกทักษะการสื่อสาร ทำให้ผลการเรียนรู้เพิ่มขึ้นเป็น 70% การนำเสนอผลงานทางการเรียนรู้ในสถานการณ์จำลอง ทั้งมีการฝึกปฏิบัติในสภาพจริง มีการเชื่อมโยงกับสถานการณ์ต่างๆ จะทำให้ผลการเรียนรู้เกิดขึ้นถึง 90% รูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน (Active Learning) ครอบคลุมวิธีการจัดการเรียนรู้หลากหลายวิธี เช่น – การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based Learning) – การจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) – การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) – การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) – การจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการคิด (Thinking Based Leaming) – การจัดการเรียนรู้การบริการ (Service Learning) – การจัดการเรียนรู้จากการสืบค้น (Inquiry-Based Learning) – การจัดการเรียนรู้ด้วยการค้นพบ (Discovery […]

การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning )

การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning ) หมายถึงการเรียนรู้ที่จัดประสบการณ์ในการปฏิบัติงานให้แก่ผู้เรียนเหมือนกับการทำงานในชีวิตจริงอย่างมีระบบ  เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ตรง  ได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา  วิธีการหาความรู้ความจริงอย่างมีเหตุผล   ได้ทำการทดลอง  ได้พิสูจน์สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง  รู้จักการวางแผนการทำงาน  ฝึกการเป็นผู้นำ  ผู้ตาม  ตลอดจนได้พัฒนากระบวนการคิดโดยเฉพาะการคิดขั้นสูง  และการประเมินตนเอง  โดยมีครูเป็นผู้กระตุ้นเพื่อนำความสนใจที่เกิดจากตัวผู้เรียนมาใช้ในการทำกิจกรรมค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวเอง นำไปสู่การเพิ่มความรู้ที่ได้จากการลงมือปฏิบัติ การฟัง และการสังเกตจากผู้รู้  โดยผู้เรียนมีการเรียนรู้ผ่านกระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม ที่จะนำมาสู่การสรุปความรู้ใหม่ มีการเขียนกระบวนการจัดทำโครงงานและได้ผลการจัดกิจกรรมเป็นผลงานแบบรูปธรรม   นอกจากนี้การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ยังเน้นการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ชีวิตขณะที่เรียน ได้พัฒนาทักษะต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับหลักพัฒนาการตามลำดับขั้นความรู้ความคิดของบลูม ทั้ง 6 ขั้น คือ ความรู้ความจำ ความเข้าใจ การประยุกต์ใช้  การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินค่า และการคิดสร้างสรรค์  การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ถือได้ว่าเป็น การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เนื่องจากผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติเพื่อฝึกทักษะต่างๆด้วยตนเองทุกขั้นตอน โดยมีครูเป็นผู้ให้ การส่งเสริม สนับสนุน ลักษณะสำคัญของจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ยึดหลักการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำงานตามระดับทักษะ ที่ตนเองมีอยู่ เป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน       (Active Learning) เป็นเรื่องที่ผู้เรียนสนใจและรู้สึกสบายใจที่จะทำ […]

โครงสร้างเวลาเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

กรอบโครงสร้างเวลาเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โครงสร้างเวลาเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน ซึ่งระบุการจัดเวลาเรียนของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ เป็นกรอบทิศทางในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ส่วนรายวิชาเพิ่มเติม และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สถานศึกษาสามารถจัดให้เหมาะสมสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และ บริบทของสถานศึกษาโดยการกำหนดเวลาเรียนในแต่ละระดับการศึกษา ซึ่งสรุปได้ดังนี้ ระดับประถมศึกษา : กำหนดกรอบโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานสำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่ม มีเวลาเรียนรวม 840 ชั่วโมงต่อปี กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 120 ชั่วโมงต่อปี และรายวิชา/กิจกรรมที่ สถานศึกษาจัดเพิ่มติมตามความพร้อมและจุดน้นไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงต่อปี รวมไม่น้อยกว่า 1,000 ชั่วโมงต่อปี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น : กำหนดกรอบโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานสำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่ม มีเวลาเรียนรวม 880 ชั่วโมงต่อปี (22 หน่วยกิต) กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 120 ชั่วโมงต่อปี และ รายวิชา/กิจกรรมที่สถานศึกษาจัดเพิ่มเติมตามความพร้อมและจุดเน้นปีละไม่น้อยกว่า 200 ชั่วโมงต่อปี รวมไม่น้อยกว่า 1,200 ชั่วโมงต่อปี […]

กิจกรรมพัฒนา 4 H

กิจกรรมพัฒนา 4 H โดยเน้นหลัก 4H ได้แก่ กิจกรรมพัฒนาสมอง (Head) กิจกรรมพัฒนาจิตใจ (Heart) กิจกรรมพัฒนา. ทักษะการปฏิบัติ (Hand) และกิจกรรมพัฒนาสุขภาพ (Health) กิจกรรมพัฒนาสมอง (Head) หมายถึง กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาทักษะการคิด เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า ตัดสินใจ แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ กิจกรรมพัฒนาจิตใจ (Heart) หมายถึง กิจกรรมส่งเสริม พัฒนา และปลูกฝังค่านิยม คุณธรรมจริยธรรม การทำประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์จนเป็นลักษณะนิสัย และมีจิตสำนึกที่ดีต่อตนเองและส่วนรวม กิจกรรมพัฒนาทักษะการปฏิบัติ (Hand) หมายถึง กิจกรรมสร้างเสริมทักษะการทำงาน ทักษะทางอาชีพที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนค้นพบความสามารถ ความถนัด และศักยภาพของตนเอง กิจกรรมพัฒนาสุขภาพ (Health) หมายถึง กิจกรรมสร้างเสริมสุขภาวะเพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะทางกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง มีเจตคติที่ดีต่อการดูแลสุขภาพ และมีทักษะปฏิบัติด้านสุขภาพจนเป็นนิสัย

ทฤษฎีและเทคนิควิธีการเรียนการสอน แนวทางในการจัดการเรียนรู้

การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning–BBL) เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่อิงผลการวิจัยทางประสาทวิทยา ซึ่งได้เสนอแนะไว้ว่า ตามธรรมชาตินั้นสมองเรียนรู้ได้อย่างไร โดยได้กล่าวถึงโครงสร้างที่แท้จริงของสมองและการทำงานของสมองมนุษย์ที่มีการแปรเปลี่ยนไปตามขั้นของการพัฒนา ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นกรอบแนวคิดของการสร้างสรรค์การจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning–PBL) เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ โดยให้นักเรียนร่วมกันแก้ปัญหาภายใต้การแนะนำของครู ให้นักเรียนช่วยกันตั้งคำถามและช่วยกันค้นหาคำตอบ โดยอาจใช้ความรู้เดิมมาแก้ปัญหา หรือศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมสำหรับการแก้ปัญหา นำข้อมูลที่ได้จากการค้นคว้ามาสรุปเป็นข้อมูลในการแก้ปัญหา แล้วช่วยกันประเมินการแก้ปัญหาเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาครั้งต่อไป การจัดการเรียนรู้แบบพหุปัญญา (Multiple Intelligences) เป็นการพัฒนาองค์รวมของนักเรียน ทั้งสมองด้านซ้ายและสมองด้านขวา บนพื้นฐานความสามารถและสติปัญญาที่แตกต่างกันของแต่ละ  บุคคล โดยมุ่งหมายให้นักเรียนสามารถแก้ปัญหาหรือสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ภายใต้ความหลากหลายของวัฒนธรรมหรือสภาพแวดล้อม การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เป็นการจัดสถานการณ์และบรรยากาศให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ฝึกให้นักเรียนที่มีลักษณะแตกต่างกันทั้งสติปัญญาและความถนัด  ร่วมกันทำงานเป็นกลุ่มและร่วมกันศึกษาค้นคว้า การจัดการเรียนรู้แบบใช้หมวกความคิด 6 ใบ (Six Thinking Hats) เป็นการให้นักเรียนฝึกตั้งคำถามและตอบคำถามที่ใช้ความคิดในลักษณะต่าง ๆ โดยสามารถอธิบายเหตุผลประกอบหรือวิเคราะห์วิจารณ์ได้ การจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการแก้ปัญหา (Problem Solving) เป็นการฝึกให้นักเรียนเรียนรู้จากการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการทำความเข้าใจปัญหา วางแผนแก้ปัญหา ดำเนินการแก้ปัญหา และตรวจสอบหรือมองย้อนกลับ การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project Work) เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่ส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองจากการลงมือปฏิบัติ […]

แนวคิดในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)

แนวคิดในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ แนวคิดของ บลูม (Bloom’s Taxonomy) สี่เสาหลักทางการศึกษา (Four Pillars of Education) หลักการพัฒนาทักษะ 4 H (Head , Heart , Hand , Health) พระบรมราโชบา ด้านการศึกษาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร แนวคิดของ บลูม (Bloom’s Taxonomy) บลูม ( Benjamin S. Bloom.1976) นักการศึกษาชาวอเมริกัน เชื่อว่า การเรียนการสอน ที่จะประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพนั้น ผู้สอนจะต้องกำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้สอน กำหนดและจัดกิจกรรมการเรียน รวมทั้งวัดประเมินผลได้ถูกต้อง โดยได้จำแนกจุดมุ่งหมายทางการศึกษา ที่เรียกว่า Taxonomy of […]

ประเภทของการแนะแนว

ความหมายของการแนะแนว          การแนะแนว หมายถึง กระบวนการทางการศึกษาที่ช่วยให้ บุคคลรู้จัก และเข้าใจตนเองและสิ่งแวดล้อม สามารถนำตนเองได้ แก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง และพัฒนาตนเองได้ตามศักยภาพ ปฏิบัติตนให้เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ประเภทของการแนะแนว 1. การแนะแนวการศึกษา (Education Guidance) 2. การแนะแนวอาชีพ (Vocational Guidance) 3. การแนะแนวส่วนตัวและสังคม (Personal and Social Guidance) ข้อดีของการแนะแนว (Guidance) คือ ช่วยให้นักเรียนเข้าใจตนเองและสิ่งแวดล้อม ช่วยให้นักเรียนเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ ช่วยให้นักเรียนค้นพบศักยภาพและพัฒนาตนเอง ช่วยให้นักเรียนมีทักษะการดำเนินชีวิต ช่วยให้นักเรียนมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ ศีลธรรม จริยธรรม ช่วยให้นักเรียน รู้จักคิด ตัดสินใจแก้ปัญหาในช่วงวิกฤติ ช่วยให้นักเรียนวางแผนการศึกษาต่อ ประกอบอาชีพ ช่วยให้นักเรียนสามารถปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

ตัวอย่าง เอกสารอ้างอิง Active Learning

เอกสารอ้างอิง บัญญัติ ชำนาญกิจ. (2551). เอกสารประกอบการอบรมเรื่อง Active Learning. นครสวรรค์ : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์. (2544). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ: แนวคิดวิธีและเทคนิคการสอน2.กรุงเทพมหานคร: สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ. ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2543). เทคนิคการสอนระดับอุดมศึกษา. กรุงเทพฯ : สำนักมาตรฐานอุดมศึกษาทบวงมหาวิทยาลัย. วัชรี เกษพิชัยณรงค์ และน้ำค้าง ศรีวัฒนาโรทัย.(2557).การเรียนเชิงรุกและเทคนิคการจัดการสอนที่เน้นการ เรียนเชิงรุก. 10 ธันวาคม 2557,จาก  http://www.il.mahidol.ac.th/th/ สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน.(2546) Active learning (การเรียนรู้แบบกัมมันต).วิชาการ,6 (9)   เข้าถึงข้อมูลได้จาก http://www.myfirstbrain.com/teacher_view.aspx?ID=12149 Active learning. (ม.ป.ป). เข้าถึงข้อมูลได้จาก http://c4ed.lib.kmutt.ac.th/x-classroom/?p=622 (วันที่ค้นข้อมูล: 10 ธันวาคม 2557). Center for Teaching and Learning, University […]

ตัวอย่างการจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning

ตัวอย่างการจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning             ผลการจัดการเรียนแบบใฝ่รู้ด้วยเทคนิคการทำเป็นกลุ่ม ทำเป็นคู่ และทำคนเดียวโดยใช้การจัดกิจกรรมแบบ Active learning ในรายวิชาการจัดการการตลาด ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการตลาด จำนวน 42 คน มีกระบวนการในการจัดการเรียนการสอนดังนี้ ขั้นนำ ใช้เทคนิค Brainstorming เทคนิคนี้แบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มด้วยกลุ่มละ 4-5 ผู้สอนกำหนดหัวข้อ รายการสินค้าของแต่ละบริษัท และกำหนดเวลา ให้สมาชิกในกลุ่มร่วมกันอภิปรายเพื่อหาข้อสรุปของกลุ่ม แล้วทุกคนนำเสนอแนวคิดของตนและบันทึกทุกแนวคิดที่มีผู้นำเสนอ   ขั้นแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ใช้เทคนิคการเขียนพร้อมกันรอบวงSimultaneous round tableเทคนิคนี้เหมือนการเขียนรอบวง  แตกต่างกันที่เน้นให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มเขียนคำตอบพร้อมกัน ผู้สอนให้ผู้เรียนเขียน อธิบายสินค้าของบริษัทแต่ละชนิดที่ผู้สอนนำมาให้ดูว่าเป็นสินค้าประเภทใดและให้ตอบพร้อมกัน   ขั้นสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน ใช้เทคนิค Team – pair – solo เป็นเทคนิคการทำเป็นกลุ่ม ทำเป็นคู่และทำคนเดียว  โดยผู้สอนกำหนดปัญหาเรื่อง ระดับผลิตภัณฑ์คาดหวัง ให้แล้วผู้เรียนทำงานร่วมกันทั้งกลุ่มจนงานสำเร็จ  จากนั้นจะแยกทำงานเป็นคู่จนงานสำเร็จ  สุดท้ายผู้เรียนแต่ละคนแยกมาทำเองจนสำเร็จได้ด้วยตนเอง   ขั้นนำเสนอความรู้ ใช้เทคนิค Time Discussionโดยผู้สอนกำหนดโจทย์ให้ผู้เรียนเรื่อง ส่วนประสมผลิตภัณฑ์ที่ดี […]

ตัวอย่างกิจกรรมเพื่อส่งเสริม Active Learning

ตัวอย่างกิจกรรมเพื่อส่งเสริม Active Learning Active Reading                เป็นวิธีที่ให้แต่ละคนอ่านบทความแล้วแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ได้อ่านกับเพื่อน นำมาเขียนแผนผังมโนทัศน์ (Concept Map) ลงในกระดาษโปสเตอร์เพื่อท้ากิจกรรม Walk Gallery ต่อไป Brainstorming                กำหนดหัวข้อและเวลา จากนั้นแบ่งกลุ่มผู้เรียนร่วมกันอภิปรายเพื่อหาข้อสรุปของกลุ่ม แล้วทุกคนนำเสนอแนวคิดของตนและบันทึกทุกแนวคิดที่มีผู้นำเสนอ Agree & Disagree Statement                ผู้สอนตั้งคำถาม โดยมีตัวเลือกให้ผู้เรียนว่าเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร เช่น อาจใช้ไม้ปิงปองที่มีสี 2 ด้านต่างกันเป็นอุปกรณ์ช่วยตอบ แล้วเลือกผู้ตอบในแต่ละกลุ่มให้อธิบาย หลังจากนั้นจึงอภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันทั้งชั้นเรียน Carousel    กำหนดหัวเรื่อง แล้วแบ่งเป็นหัวข้อย่อยที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน แบ่งกลุ่มผู้เรียนให้ได้จำนวนกลุ่มเท่ากับจำนวนหัวข้อย่อย จากนั้นเขียนหัวข้อย่อยๆ ลงบนกระดาษโปสเตอร์แล้วติดไว้รอบๆ ห้อง แต่ละกลุ่มระดมความคิดและเขียนลงในกระดาษโปสเตอร์เมื่อครบ 2-3 นาทีเปลี่ยนไประดมความคิดหน้าโปสเตอร์ถัดไป โดยอ่านแนวคิดของกลุ่มก่อนหน้า ถ้าเห็นด้วยให้ใส่เครื่องหมายถูกและเพิ่มสิ่งที่คิดเห็นแตกต่าง จากนั้นสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ร่วมกัน Concept Map                ลักษณะคล้ายการเขียน […]

ลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning

กิจกรรมเพื่อส่งเสริม Active Learning ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในชั้นเรียนใดๆ ก็คือกิจกรรมที่พัฒนาทักษะที่ผู้เรียนยังขาดความชำนาญอยู่ อย่างไรก็ดี ในบางกิจกรรม ผู้สอนสามารถช่วยพัฒนาทักษะหลายๆ ด้านไปพร้อมๆ กันได้ ดังนั้น การที่ผู้สอนให้ความสำคัญต่อการวางแผนการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริม Active Learning ในระหว่างภาคการศึกษาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง ลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning ได้แก่ เป็นการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้สูงสุด ผู้เรียนเรียนรู้ความรับผิดชอบร่วมกัน การมีวินัยในการทำงาน การแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ เป็นกระบวนการสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่าน พูด ฟัง คิดอย่างลุ่มลึก ผู้เรียนจะเป็นผู้จัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูลข่าวสาร หรือสารสนเทศ และหลักการความคิดรวบยอด ผู้สอนจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเอง ความรู้เกิดจากประสบการณ์ การสร้างองค์ความรู้และการสรุปทบทวนของผู้เรียน การบริหารจัดการเมื่อใช้การเรียนการสอนแบบ Active learning 1.  พิจารณาจุดประสงค์ เนื้อหา ที่ต้องการให้ผู้เรียนเรียนรู้2.  ออกแบบกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ได้อย่างแท้จริง3.  ใช้กิจกรรมการเรียนเชิงรุก เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเรียน4.  ประเมินผลการเรียนอยู่เสมอ เพื่อตรวจสอบว่าผู้เรียนเรียนรู้อะไรบ้างและมีประเด็นใดที่ผู้เรียน ยังสงสัย5.  หลีกเลี่ยงการสอนเพื่อให้ครบให้ทัน รีบเร่ง เพราะจะทำให้ผู้เรียนไม่อยากเรียน อ้างอิง : กมลวรรณ  สุภากุล

การบูรณาการในสะเต็มศึกษา

การบูรณาการในสะเต็มศึกษา สะเต็มศึกษาเป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการ ที่ใช้ความรู้และทักษะในด้านต่างๆ ผ่านการทำกิจกรรม (activity based) หรือการทำโครงงาน (project based) ที่เหมาะสมกับวัยและระดับชั้นของผู้เรียน การเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาดังกล่าวนี้ จะช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิด ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะการแก้ปัญหา และทักษะการสื่อสาร ซึ่งทักษะดังกล่าวนี้เป็นทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่ผู้เรียนพึงมี นอกจากนี้ผู้เรียนยังได้ความรู้แบบองค์รวมที่สามารถนำไปเชื่อมโยงหรือประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ผู้สอนทั้งหลายอาจจะมีความกังวลกับการนำสะเต็มศึกษาเข้าสู่การจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน เนื่องจากไม่ทราบว่าจะมีแนวปฏิบัติหรือวิธีการดำเนินการอย่างไรบ้าง ทั้งนี้การจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษาตามแนวทางของ สสวท. นั้น เน้นรูปแบบของการบูรณาการซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้สอนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เนื่องจากการจัดการเรียนรู้ตามแนว พระราชบัญญัติการศึกษา พุทธศักราช 2542 มุ่งเน้นให้มีการจัดการเรียนรู้แบบองค์รวม โดยมีการ บูรณาการความคิดรวบยอด กระบวนการจัดการเรียนรู้ และทักษะด้านต่างๆ ให้เหมาะสมกับแต่ละระดับการศึกษา รวมทั้งเชื่อมโยงความรู้ไปสู่การนำไปใช้ในชีวิตจริง การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการจะช่วยลดความช้ำช้อนของเนื้อหาวิชาต่างๆ สามารถยืดหยุ่นเวลาในการจัดการเรียนรู้ได้ ใช้แหล่งเรียนรู้ได้หลากหลาย และผู้เรียนได้เรียนในสิ่งที่ตนเองสนใจเพิ่มขึ้นบูรณาการคืออะไร บูรณาการ (ntegration) หมายถึงการนำศาสตร์สาขาวิชาต่างๆ ที่มีเนื้อหาสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมาจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในลักษณะของการผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและสภาพชีวิตจริงของผู้เรียนบูรณาการทำได้อย่างไร การบูรณาการสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น การบูรณาการเนื้อหา (ntegra-tion of subject areas) การบูรณาการกระบวนการเรียนรู้ (ntegration of learning […]

ดาวน์โหลด คู่มือการนิเทศภายในโรงเรียน

คู่มือการนิเทศภายในโรงเรียน ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้โรงเรียนในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการนิเทศภายในโรงเรียน เพื่อสร้างรูปแบบและกระบวนการนิเทศ ติดตามและประเมินผลภายในโรงเรียน ตามบริบทของแต่ละโรงเรียน ให้ดำเนินการได้อย่างเป็นระบบและมีความเข้มแข็ง และเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เพื่อพัฒนาครูให้มีความรู้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ใช้ทักษะในการปฏิบัติการ และมีเจตคติที่ดีต่อการปฏิบัติงาน อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ สร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงานให้ครู ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู ให้มีประสิทธิภาพส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และคุณภาพของนักเรียนได้ตามมาตรฐานที่โรงเรียนกำหนด คู่มือการนิเทศภายในสถานศึกษา ประกอบด้วยส่วนสำคัญ ได้แก่ บทที่ 1 บทนำ บทที่ 2 การนิเทศภายในโรงเรียน บทที่ 3 แนวทางการดำเนินการนิเทศภายในโรงเรียน บทที่ 4 แนวทางการประเมินผลการนิเทศ บทที่ 5 การรายงานผลการนิเทศ บทที่ 6 บทสรุป ทั้ง 6 บท ที่กล่าวข้างต้น ล้วนมีความสำคัญในการดำเนินการนิเทศภายในโรงเรียนเป็นอย่างยิ่ง โรงเรียนทุกโรงสามารถนำไปปรับใช้ โดยการสร้างรูปแบบ กระบวนการ และกิจกรรมการนิเทศของตนเองได้หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ” คู่มือการนิเทศภายในโรงเรียน” จะช่วยเติมเต็มความรู้ความเข้าใจที่จะเป็นประโยชน์สำหรับการนิเทศภายในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี และขอขอบคุณท่านผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ผู้เชี่ยวชาญ และคณะทำงานทุกท่าน […]

ตัวอย่างการเขียนเสนอโครงการ ระยะเวลาการดำเนินงาน ตามระบบ PDCA

ตัวอย่างการเขียนเสนอโครงการ ระยะเวลาการดำเนินงาน  (ตามระบบPDCA) กิจกรรม/การดำเนินงานตามระบบ PDCA ขั้นวางแผนงาน (P)  1. กำหนดเป้าหมายและระดับความสำเร็จของโครงการ 2. ผู้รับผิดชอบหลัก เพื่อการวิเคราะห์และสังเคราะห์หาวิธีการและกระบวนการในการดำเนินงานให้บรรลุตามเป้าหมายและระดับความสำเร็จของโครงการที่กำหนดไว้ ขั้นดำเนินการ (D) 1. เสนออนุมัติโครงการ 2. ประชุม จัดเตรียม ติดต่อประสานงาน 3. ดำเนินการออกแบบ  และจัดพิมพ์แผ่นพับแนะนำคณะ 4. ดำเนินการจัดทำวีดิทัศน์ ขั้นสรุปและประเมินผล (C) 1. รวบรวมข้อมูลและผลการดำเนินงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความสำเร็จของโครงการและสรุปผลการประเมินโครงการ 2. วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากการดำเนินงาน ขั้นปรับปรุงตามผลการประเมิน (A) 1. กำหนดแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานในครั้งต่อไป ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น 2. จัดทำข้อเสนอแนะเพิ่มเติม (ถ้ามี)

กลยุทธ์ Active Learning

กลยุทธ์ Active Learning จากการศึกษาพบว่า Active Learning ทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจและจดจำผลการเรียนรู้ได้คงทนและนานกว่า Passive Learning และ Active Learning มีกิจกรรมการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับการทำงานของสมอง โดยการเรียนรู้ อย่างมีส่วนร่วม การมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ผู้สอน และสิ่งแวดล้อม ผ่านการปฏิบัติ สามารถก่อให้เกิด Long Term Memory แก่ผู้เรียน มีอะไรผิดปกติในการบรรยาย 3 ชั่วโมงของฉันหรือ? ปริมาณของข้อมูลที่เก็บไว้โดยผู้เรียนจะลดลงอย่างมากหลังจาก 10 นาที (Thomas, 1972) ด้วยเหตุผลทางจิตวิทยา การบรรยายเพียงอย่างเดียวมีประสิทธิภาพสำหรับห้าสิบนาทีถึงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ถ้าไม่ ต้องการใช้วิธีสอนอื่นแทนการบรรยาย ผู้สอนจำเป็นต้องผนวกวิธีสอนแบบอื่นหรือเทคนิคการสอนอื่นเข้าร่วมด้วย (Bligh, 2000)   ลักษณะที่สำคัญของ Active Learning Bonwell (n.d.) ให้ลักษณะที่สำคัญของ Active Learning ไว้ดังนี้ 1. ผู้เรียนมีส่วนร่วมมากขึ้นกว่าการนั่งฟังอยู่เฉยๆ 2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม (เช่น การอ่าน […]

Active Learning คืออะไร ?

Active Learning เป็นแนวคิดก่อนข้างใหม่ในการปฏิรูประบบการศึกษาแบบเดิมที่เน้นการถ่ายทอดความรู้จากผู้สอนสู่ผู้เรียนโดยตรง โคยอาศัยกระบวนการจัคการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ลงมือกระทำเเละได้ไช้กระบวนการคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป (Bonwell, 1991) นำวิธีการสอน เทกนิกการสอนที่หลากหลายมาใช้ออกเบบเเผนการจัดการเรีขนรู้และกิจกรรม กระตุ้นให้ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนเเละผู้เรียนกับผู้สอน ดังนั้น Active Learning จึงถือเป็นการจัดการเรียนการสอนประเภทหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะสอดกล้องกับการเปลี่ยนเเปลงในยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ดีในปัจจุบันการนำ Active Learning ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ยังคงประสบปัญหา ทั้งในส่วนของการจัดหลักสูตร วิธีการเรียนการสอน ครูผู้สอน รวมทั้งในส่วนของผู้เรียน เสดงให้เห็นว่า Active Learning ไม่สามารถนำมาใช้เพื่อการพัฒนาระบบการสึกษาได้อย่างง่ายดาย เเต่การนำมาใช้จำเป็นจะต้องมีความพร้อมในหลายด้าน ทั้งด้านผู้สอน ผู้เรียน เละสภาพเวคล้อม นอกจากนี้รูปแบบ Active Learning ยังเป็นเพียงแนวความกิดกว้าง ๆ ที่มีรายละเอียดปลึกย่อยเเละวิธีการปฏิบัติที่หลากหลาย ซึ่งเเต่ละวิธีก็ล้วนมีข้อดีเเละข้อด้อยเเตกต่างกันไปตามสถานการณ์เเละสภาพเเวดล้อม ซึ่งหากนำมาใช้อย่างไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี จึงต้องพิจารณานำมาปรับใช้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้ประ โยชน์อย่างเต็มที่ Active learning strategies บทบาทของครู ณัชนัน เเก้วชัยเจริญกิจ (2550) ได้กล่าวถึงบทบาทของกรผู้สอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวทางของ Active Learning คังนี้ […]

ความหมายของโครงงานและประเภทของโครงงาน

ความหมายของโครงงาน การทำโครงงานหมายถึง การศึกษาเพื่อค้นพบความรู้ใหม่ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ และวิธีการใหม่ ด้วยตัวผู้เรียนเอง โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ มีครูอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำปรึกษา เกี่ยวกับความรู้ใหม่ๆ มีการสร้างสิ่งประดิษฐ์และวิธีการใหม่นั้นทั้งผู้เรียนและครูไม่เคยไม่รู้หรือมีประสบการณ์มาก่อน (Unknow By All) ประเภทของโครงงานการแบ่งประเภทของโครงงานโดยใช้เกณฑ์ของผลที่ได้รับ สามารถแบ่งโครงงานเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ โครงงานสำรวจ โครงงานทดลอง และโครงงานประดิษฐ์ ๑) โครงงานสำรวจ โครงานสำรวจเป็นการสำรวจความรู้ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติหรือสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (What it is)โครงงานประเภทนี้เป็นโครงานที่มีวัตถุประสงคเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจนั้นมาจำแนกเป็นหมวดหมู่ และนำเสนอแบบต่าง ๆ อย่างมีแบบแผน เพื่อให้เห็นถึงลักษณะหรือความสัมพันธ์ของเรื่องดังกล่าวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การปฏิบัติตามโครงงานนี้ผู้เรียนจะต้องไปศึกษา รวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น สอบถาม สัมภาษณ์ สำรวจโดยใช้เครื่องมือ เช่น แบบสังเกต แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกในการรวบรวมข้อมูลที่ต้องการศึกษา ๒) โครงงานทดลอง โครงานประแทนี้เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงคเพื่อการตึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งว่าจะเกิดอะไรหรือจะมีอะไรเกิดขึ้น (Wat it will be) เมื่อมีการหดลองสิ่งที่จัดกระทำขึ้น คือ ตัวแปรต้น เพื่อศึกษาว่าจะมีผลต่อตัวแปรให้ต้องการศึกษา […]

PLC แบบคำขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ ตำแหน่งครู สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน วฐ.1

การรายงานชั่วโมงการปฏิบัติงาน ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไป วิทยฐานะ ครูชำนาญการ และวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ ต้องมีชั่วโมงการปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 800 ชั่วโมง/ปี สำหรับวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ และวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญพิเศษ ต้องมีชั่วโมงการปฏิบัติงาน ไม่น้อยกว่า 900 ชั่วโมง/ปี ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านการนำภาระงานสอน ตามข้อ 1) รวมกับชั่วโมงการปฏิบัติงาน ตามข้อ 2) ในช่วงระยะเวลาย้อนหลัง 5 ปี วิทยฐานะครูชำนาญการหรือวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ รวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 4,000 ชั่วโมง สำหรับวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญหรือวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญพิเศษ รวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 4,500 ชั่วโมง คุณสมบัติของผู้ขอต้องมีดังต่อไปนี้ 2.1 ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง/วิทยฐานะ (ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำขอ) 2.2 ชั่วโมงการปฏิบัติงาน ครู ชนก. และ ครู ชนพ. ไม่น้อยกว่า 800 ชม./ปี   ครู ชช. […]

การเปรียบเทียบโครงงานทั่วไปกับโครงงาน STEM

คำว่า “สะเต็ม” หรือ “STEM” เป็นคำย่อจากภาษาอังกฤษของศาสตร์ 4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์(Engineering) คณิตศาสตร์ (Mathematics) หมายถึงองค์ความรู้ วิชาการของศาสตร์ทั้งสี่ที่มีความเชื่อมโยงกันในโลกของความเป็นจริงที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ต่างๆ มาบูรณาการเข้าด้วยกันกับผู้เรียนกับรายวิชาหลักของไทย กระทรวงศึกษาธิการได้เร่งผลักดันเนวทางการจัดการศึกษาที่ บูรณาการวิทยาศาสตร์วิศวกรรม เทคโนโลยี เเละคณิตศาสตร์ (Science Technology Engincering and Mathematics Education : STEM) หรือที่เรียกว่า ระบบ “สะเต็มศึกษา” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่การศึกษาไทย ซึ่งระบบ สะเต็มศึกษามุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมหรือโครงงานที่มุ่งแก้ไขปัญหาที่พบเห็นในชีวิตจริง เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ ทักษะชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม ผู้เรียนที่มีประสบการณ์ในการทำกิจกรรมหรือโครงงานสะเต็มจะมีความพร้อมที่จะไปปฏิบัติงานที่ต้องใช้องค์ความรู้ และทักษะการค้นหาความรู้ทางวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีในภาคการผลิต เเละการบริการที่สำคัญต่ออนาคตของประเทศ จึงจำเป็นต้องศึกษาการทำโครงงาน STEM เเต่ทั้งนี้ในการจัดทำโครงงานเเละนวัตกรรม (AC STEM INNOVATION) นั้นจะเป็นการดำเนินการจัดทำในเชิงบูรณาการ โดยรายวิชาที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การออกเเบบ […]

หน้าที่ความรับผิดชอบ ของฝ่ายงานทะเบียนโรงเรียน

งานทะเบียน หมายถึง กระบวนการเก็บข้อมูลประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา สถานภาพทางการศึกษา การจบการศึกษา ทะเบียนหลักสูตรที่จัดการเรียนการสอนในโรงเรียน ทะเบียนรายวิชา ข้อมูลสารสนเทศของผู้เรียน งานทะเบียนเป็นงานที่ส่งเสริมงานด้านวิชาการและจัดเป็นงานที่ทำให้ระบบการจัดการเรียนการสอนสามารถดำเนินการลุล่วงไปได้ด้วยดีให้สถานศึกษามีประสิทธิภาพ ในสถานศึกษาหลายแห่งจัดงานฝ่ายทะเบียนเป็นงานด้านบริการการศึกษา แต่ก็มีหลายแห่งที่ถือว่าเป็นงานของฝ่ายวิชาการ เพราะงานทะเบียนจะมีงานตั้งแต่การเริ่มรับสมัครผู้ที่จะเข้าศึกษาในสถานศึกษา จนสำเร็จการศึกษา งานฝ่ายทะเบียนจึงเป็นงานที่มีกระบวนการทำงานที่สำคัญต่อเนื่องและสอดคล้องกับงานวิชาการ และงานต่างๆของโรงเรียน     หน้าที่หลักของงานทะเบียนมีดังนี้ 1. ดำเนินการลงทะเบียน กรอกข้อมูลประวัติของนักเรียนในทะเบียนตามระเบียบ 2. ออกเลขประจำตัวให้กับนักเรียนใหม่ทุกคน 3. รับมอบตัวนักเรียนและดำเนินงานเรื่องการย้ายเข้าและย้ายออกของนักเรียนในช่วงระหว่างปีการศึกษา 4. สำรวจรายชื่อนักเรียนทุกระดับชั้น และจัดทำรายชื่อให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน 5. การจัดทำรายงานข้อมูลสถิติเกี่ยวกับจำนวนนักเรียน 6. ประสานงานกับกลุ่มที่ดูแลนักเรียนเพื่อแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายชื่อ/จำนวนนักเรียน 7. ดำเนินการด้านการย้าย ลาออก การเปลี่ยนแปลงทะเบียนนักเรียน 8. งานเกี่ยวกับการจัดทำ ขออนุมัติ และรายงานผลการเรียนของนักเรียน 9. งานเกี่ยวข้องกับการจัดทำ และบริการเอกสาร หลักฐานทางการเรียนของนักเรียน เช่น รบ. ต่าง ๆ หลักฐานผลการเรียน ประกาศนียบัตร รวมทั้งหนังสือรับรองผลการเรียน ทุกประเภท 10. ตรวจสอบความผูกพันของนักเรียนต่อฝ่ายหมวดงานอื่น […]

ตัวอย่างคำอธิบายรายวิชา วิทยาศาสตร์ ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐)

สวัสดีครับผมวันนี้เว็บไซต์ครูเชียงรายดอทเน็ตได้มีข่าวสารดีๆมาฝากทุกท่านอีก เช่นเคยครับผม ซึ่งเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมาเว็บไซต์ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ สสวท. ได้จัดทำและเผยแพร่ คำอธิบายรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ หรือ (วิชาวิทยาการคำนวณ) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1, 2, 4 และ 5 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ปรับปรุง พ.ศ. 2560) ซึ่งในระดับชั้นประถมศึกษา คำอธิบายรายวิชาวิทยาการคำนวณ จะรวมอยู่ในวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งคุณครูที่สนใจ สามารถดาวน์โหลด โหลดไฟล์ คำอธิบายรายวิชา นี้ได้ตามลิ้งด้านล่างนี้เลยครับผม ดาวน์โหลดไฟล์ : คําอธิบายรายวิชา วิชาวิทยาการคำนวณ ระดับชั้น ป.1 ป.2 ป.4 และ ป.5 โดย สสวท. ขอบคุณที่มา : สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ สสวท.

ดาวน์โหลดแผนการสอนลูกเสือ

การลูกเสือเป็นกระบวนการฝึกอบรมเด็กชายให้เจริญเติบโตขึ้นสมกับเป็นลูกผู้ชาย เพื่อจะได้เป็นพลเมืองดีของชาติ และเป็นกำลังคนชั้นดีของประทศต่อไป ลอร์ดเบเดน โพเอลล์ได้จัดตั้งขบวนการลูกเสือขึ้นเป็นหลักในประเทศอังกฤษ ปี พ.ศ. 2450 ก็เพื่อสนองความต้องการของเด็กแต่ละคนและเป็นการให้เด็กได้ฝึกหัดทำตนให้เป็นประโยชน์แก่สังคม

การเปลี่ยนผลการเรียน “มส”

การเปลี่ยนผลการเรียน “มส” (แก้ มส) การเปลี่ยนผลการเรียน “มส” มี 2 กรณี ดังนี้ 1) กรณีผู้เรียนได้ผลการเรียน “มส” เพราะมีเวลาเรียนไม่ถึงร้อยละ 80 แต่มีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของเวลาเรียนในรายวิชานั้นให้สถานศึกษาจัดให้เรียนเพิ่มเติมโดยใช้ชั่วโมง สอนซ่อมเสริม หรือใช้เวลาว่าง หรือใช้วันหยุด หรือมอบหมายงานให้ทํา จนมีเวลาเรียนครบตามที่กําหนดไว้ สําหรับรายวิชานั้น แล้วจึงให้วัดผลปลายภาคเป็นกรณีพิเศษ ผลการแก้ “มส” ให้ได้ระดับผลการเรียนไม่เกิน “ด” การแก้ “มส” กรณีนี้ให้กระทําให้เสร็จสิ้นภายในปีการศึกษานั้น ถ้าผู้เรียนไม่มาดําเนินการแก้ “มส” ตามระยะเวลา ที่กําหนดไว้นี้ให้เรียนซ้ํา ยกเว้นมีเหตุสุดวิสัย ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะขยายเวลาการแก้ “มส” ออกไปอีกไม่เกิน 1 ภาคเรียน แต่เมื่อพ้นกําหนดนี้แล้ว ให้ปฏิบัติดังนี้ (1) ถ้าเป็นรายวิชาพื้นฐานให้เรียนรายวิชานั้น(2) ถ้าเป็นรายวิชาเพิ่มเติมให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาให้เรียนซ้ํา หรือเปลี่ยนรายวิชาเรียนใหม่ 2) กรณีผู้เรียนได้ผลการเรียน “มส” เพราะมีเวลาเรียนน้อยกว่าร้อยละ ๖๐ ของเวลาเรียนทั้งหมด ให้สถานศึกษาดําเนินการดังนี้ […]

การเปลี่ยนผลการเรียน “0” (แก้ 0)

การเปลี่ยนผลการเรียน “0” (แก้ 0) สถานศึกษาจัดให้มีการสอนซ่อมเสริมในมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดที่ผู้เรียน สอบไม่ผ่านก่อน แล้วจึงสอบแก้ตัวได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ถ้าผู้เรียนไม่ดําเนินการสอบแก้ตัวตามระยะเวลา ที่สถานศึกษากําหนดให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะพิจารณาขยายเวลาออกไปอีก 1 ภาคเรียน สําหรับ ภาคเรียนที่ 2 ต้องดําเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปีการศึกษานั้น การสอบแก้ตัวให้ได้ระดับผลการเรียนไม่เกิน “1” ถ้าสอบแก้ตัว 2 ครั้งแล้ว ยังได้ระดับผลการเรียน “0” อีก ให้สถานศึกษา แต่งตั้งคณะกรรมการดําเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผลการเรียนของผู้เรียน โดยปฏิบัติดังนี้ 1) ถ้าเป็นรายวิชาพื้นฐาน ให้เรียนรายวิชานั้น 2) ถ้าเป็นรายวิชาเพิ่มเติม ให้เรียนซ้ําหรือเปลี่ยนรายวิชาเรียนใหม่ ทั้งนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษา ในกรณีที่เปลี่ยนรายวิชาเรียนใหม่ ให้หมายเหตุในระเบียนแสดงผลการเรียน ว่าเรียนแทนรายวิชาใด การเปลี่ยนผลการเรียน “ร”

การเปลี่ยนผลการเรียน “ร”

การเปลี่ยนผลการเรียน “ร” การเปลี่ยนผลการเรียน “ร” ให้ดําเนินการดังนี้ ให้ผู้เรียนดําเนินการแก้ไข “ร” ตามสาเหตุ เมื่อผู้เรียนแก้ไขปัญหาเสร็จแล้ว ให้ได้ระดับผลการเรียนตามปกติ (ตั้งแต่ ๐ – ๔) ถ้าผู้เรียนไม่ดําเนินการแก้ไข “ร” กรณีที่ส่งงานไม่ครบ แต่มีผลการประเมิน ระหว่างภาคเรียนและปลายภาค ให้ผู้สอนนําข้อมูลที่มีอยู่ตัดสินผลการเรียน ยกเว้นมีเหตุสุดวิสัย ให้อยู่ใน ดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะขยายเวลาการแก้ “ร” ออกไปอีกไม่เกิน ๑ ภาคเรียน สําหรับภาคเรียนที่ ๒ ต้องดําเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปีการศึกษานั้น เมื่อพ้นกําหนดนี้แล้วให้เรียนซ้ํา หากผลการเรียนเป็น “0” ให้ดําเนินการแก้ไขตามหลักเกณฑ์ การเปลี่ยนผลการเรียน “0” (แก้ 0)

องค์ประกอบของการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑

1. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้2. การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน3. การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ผู้สอนวัดและประเมินผลการเรียนรู้ผู้เรียนเป็นรายวิชาบนพื้นฐานของตัวชี้วัดในรายวิชาพื้นฐาน และผลการเรียนรู้ในรายวิชาเพิ่มเติมตามที่กําหนดในหน่วยการเรียนรู้ ผู้สอนใช้วิธีการที่หลากหลายจาก แหล่งข้อมูลหลาย ๆ แหล่ง เพื่อให้ได้ผลการประเมินที่สะท้อนความรู้ความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน โดย วัดและประเมินการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไปพร้อมกับการจัดการเรียนการสอน สังเกตพัฒนาการและความประพฤติ ของผู้เรียน สังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม ผู้สอนควรเน้นการประเมินตามสภาพจริง เช่น การประเมินการปฏิบัติงาน การประเมินจากโครงงาน หรือการประเมินจากแฟ้มสะสมงาน ฯลฯ ควบคู่ไปกับ การใช้การทดสอบแบบต่าง ๆ อย่างสมดุล ต้องให้ความสําคัญกับการประเมินระหว่างเรียนมากกว่าการประเมิน ปลายปี/ปลายภาค และใช้เป็นข้อมูลเพื่อประเมินการเลื่อนชั้นเรียนและการจบการศึกษาระดับต่าง ๆ 2. การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน เป็นการประเมินศักยภาพของผู้เรียนในการอ่าน หนังสือ เอกสารและสื่อต่าง ๆ เพื่อหาความรู้เพิ่มพูนประสบการณ์ ความสุนทรีย์และประยุกต์ใช้ แล้วนําเนื้อหา สาระที่อ่านมาคิดวิเคราะห์ นําไปสู่การแสดงความคิดเห็น การสังเคราะห์ สร้างสรรค์ การแก้ปัญหาในเรื่องต่าง ๆ […]

1 2 3 6
Loading...