วันอาทิตย์, 5 กุมภาพันธ์ 2566

เผยแพร่ผลการวิจัยใชั้นเรียน เรื่อง ผลการใช้กระบวนการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอนร่วมกับใบกิจกรรมและเทคนิคทำเป้นกลุ่ม-ทำเป็นคู่และทำคนเดียว(Team-Pair-Solo)ด้วยการพัฒนาร่วมกันผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1โรงเรียนเมืองพัทยา11(มัธยมสาธิตพัทยา)

เว็บบอร์ดหมวดหมู่: เผยแพร่ผลงานวิชาการเผยแพร่ผลการวิจัยใชั้นเรียน เรื่อง ผลการใช้กระบวนการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอนร่วมกับใบกิจกรรมและเทคนิคทำเป้นกลุ่ม-ทำเป็นคู่และทำคนเดียว(Team-Pair-Solo)ด้วยการพัฒนาร่วมกันผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1โรงเรียนเมืองพัทยา11(มัธยมสาธิตพัทยา)

                                                                                                                                บทคัดย่อ
       การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนเรียงความโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอนร่วมกับใบกิจกรรมและเทคนิคทำเป็นกลุ่ม – ทำเป็นคู่ และทำคนเดียว(Team-Pair-Solo) ด้วยการพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนเรียงความ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนเมืองพัทยา11 (มัธยมสาธิตพัทยา) ปีการศึกษา 2565 จำนวน  40  คน ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ประกอบด้วย ครูผู้สอน เพื่อนคู่คิด หัวหน้างานวิชาการ ผู้อำนวยการสถานศึกษาและรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการร่วมปฏิบัติการชี้แนะและสอนงานแบบพี่เลี้ยงผ่านการพัฒนาบทเรียนร่วมกันกับผู้วิจัย ทั้ง 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นที่ 2 จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ขั้นที่ 3 นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้ในห้องเรียน ขั้นที่ 4 สะท้อนความคิด ขั้นที่ 5 ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ เครื่องมือทดลอง คือ คือ แผนการจัดการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอนด้วยการพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ร่วมกับใบกิจกรรมและเทคนิคทำเป็นกลุ่ม – ทำเป็นคู่ และทำคนเดียว(Team-Pair-Solo) เครื่องมือวิจัย คือ 1) ใบกิจกรรมเรื่องการเขียนเรียงความสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 จำนวน 3 ชุด นำใบกิจกรรมที่สร้างขึ้นมาตรวจสอบความถูกต้องและปรับปรุงแก้ไข แล้วนำไปทดลองกับ กลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนเมืองพัทยา 11 (มัธยมสาธิตพัทยา) 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนเรียงความ ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนเมืองพัทยา 11 (มัธยมสาธิตพัทยา)จำนวน 1 ชุดแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ 3) ความสามารถในการเขียนเรียงความ(ชิ้นงาน)ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนเมืองพัทยา 11 (มัธยมสาธิตพัทยา)
ผลการวิจัยพบว่า
        การวิจัยเรื่องผลการใช้กระบวนการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอน ร่วมกับใบกิจกรรมและเทคนิคทำเป็นกลุ่ม – ทำเป็นคู่ และทำคนเดียว(Team-Pair-Solo)ด้วยการพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนเรียงความ สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้

  1. ความสามารถในการเรียนรู้เรื่องการเขียนเรียงความหลังการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการเรียนรู้ด้วย การจัดการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอนร่วมกับใบกิจกรรมและเทคนิคทำเป็นกลุ่ม – ทำเป็นคู่ และทำคนเดียว(Team-Pair-Solo) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 1.65 ซึ่งยอมรับ สมมติฐานการวิจัยที่กำหนดไว้

อภิปรายผล
       การวิจัยผลการใช้กระบวนการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอน ร่วมกับใบกิจกรรมและเทคนิคทำเป็นกลุ่ม – ทำเป็นคู่ และทำคนเดียว(Team-Pair-Solo)ด้วยการพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนเรียงความ นำผลมาอภิปรายตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ได้ดังนี้

  1. จากการวิจัยพบว่าความสามารถในการเรียนรู้เรื่องการเขียนเรียงความหลังการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอนร่วมกับเทคนิคทำเป็นกลุ่ม – ทำเป็นคู่ และทำคนเดียว(Team-Pair-Solo) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 1.65 ซึ่งยอมรับ สมมติฐานการวิจัยที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ผลการพัฒนาความสามารถในการเขียนเรียงความ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โดยได้ทำการสอนและพัฒนาความสามารถการเขียนเรียงความ ทั้งหมด  2  ครั้ง  พบว่า

        ครั้งที่ 1 ระดับคุณภาพอยู่ในระดับดี คิดเป็นค่าเฉลี่ย 8.35
        ครั้งที่ 2 ระดับคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นค่าเฉลี่ย 10
       ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า การเรียนรู้เรื่องการเขียนเรียงความด้วยการจัดการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอนร่วมกับเทคนิคทำเป็นกลุ่ม – ทำเป็นคู่ และทำคนเดียว(Team-Pair-Solo) เป็นวิธีการสอนที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งให้นักเรียนได้กล้าแสดงความคิดและลงมือปฏิบัติ การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นแนวคิดในการจัดการเรียนการ สอนให้นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน และปฏิบัติกิจกรรมให้สำเร็จตามจุดมุ่งหมาย สมาชิกในกลุ่มจะต้องมีความ รับผิดชอบร่วมกันทั้งต่อตนเองและกลุ่ม ในการทำงานนั้นทุกคนจะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เป็นการสร้างความสัมพันธ์กันในกลุ่มให้สมาชิกมีความผูกพัน มีการปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างสมาชิกภายในกลุ่มทั้งทางด้าน การช่วยเหลือ ร่วมมือกันปฏิบัติกิจกรรม ยอมรับฟังความคิดเห็น ร่วมอภิปราย และช่วยกันแก้ไขข้อบกพร่อง นอกจากนี้ยังฝึกให้นักเรียนมีความสามารถในการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี ซึ่งในสมาชิกแต่ละกลุ่มจะมีความ แตกต่างกันทั้งเพศ อายุ ความสามารถ ความสนใจและอื่นๆ จึงก่อให้เกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะ เด็กเก่งช่วยเหลือเด็กอ่อนให้เกิดความสำเร็จของงาน และยังมีแรงกระตุ้นคือรางวัลซึ่งทำให้สมาชิกแต่ละกลุ่มมี ความเพียรพยายาม อดทน มุ่งมั่น และกระตือรือร้นในกลุ่มเพื่อให้ได้รับรางวัล ดังที่ ทิศนา แขมมณี (2555:101) กล่าวว่า ผลดีของการเรียนรู้แบบร่วมมือส่งผลดีต่อผู้เรียน คือ มีความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งผู้เรียนมีความพยายามที่จะเรียนรู้ให้บรรลุเป้าหมาย เป็นผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และมีผลงาน มากขึ้น การเรียนรู้มีความคงทนมากขึ้น มีแรงจูงใจภายในและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ มีการใช้เวลาว่างอย่างมี ประสิทธิภาพ ให้เหตุผลดีขึ้น และคิดอย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น สอดคล้องกับ วีณา ประชากูลและประสาท  เนืองเฉลิม (2553:205-207)
กล่าวถึง หลักการเรียนรู้แบบร่วมมือ 5 ประการ คือ การเรียนรู้ต้องอาศัยหลักพึ่งพา กัน โดยถือว่าทุกคนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน และจะต้องพึ่งพากันเพื่อความสำเร็จร่วมกัน การเรียนรู้ที่ดีต้อง อาศัยการหันหน้าเข้าหากันมีปฏิสัมพันธ์กันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นข้อมูล และการเรียนรู้ต่างๆ การเรียนรู้ร่วมกันต้องอาศัยทักษะทางสังคม โดยเฉพาะทักษะในการทำงานร่วมกัน การเรียนรู้ร่วมกันควรมีการวิเคราะห์กระบวนการกลุ่มที่ใช้ในการทำงาน และการเรียนรู้ร่วมกันจะต้องมีผลงานหรือผลสัมฤทธิ์ทั้งรายบุคคล และรายกลุ่มที่สามารถตรวจสอบและวัดประเมินได้ หากผู้เรียนมีโอกาสได้เรียนรู้แบบร่วมมือกัน นอกจากจะช่วย ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทางด้านเนื้อหาสาระต่างๆได้กว้างขึ้นและลึกซึ้งขึ้นแล้ว ยังสามารถช่วยพัฒนาผู้เรียน ทางด้านสังคมและอารมณ์มากขึ้นด้วย รวมทั้งมีโอกาสได้ฝึกฝนพัฒนาทักษะกระบวนการต่างๆ ที่จำเป็นต่อการ ดำรงชีวิตอีกมาก และยังสอดคล้องกับ
สุวิทย์ มูลคำและอรทัย มูลค า (2547:129) ได้กล่าวถึง บทบาทผู้เรียนของ กระบวนการกลุ่มว่า ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือทำกิจกรรม พยายามค้นหาและแสวงหาความรู้ที่เรียนด้วยตนเอง ผู้เรียน ให้ความช่วยเหลือกันและแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันในหมู่ผู้เรียน ผู้เรียนแสดงความรู้สึก ความคิดเห็นอย่าง อิสระ ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ของตนเองในกลุ่ม เช่น สร้างความสัมพันธ์อันดีกับคนอื่นในกลุ่ม การแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม พยายามปรับปรุงบุคลิกภาพเสมอ สร้างบรรยากาศที่ดี ควบกลุ่มการทำงานของ กลุ่ม ผู้เรียนทำความเข้าใจงานที่ได้รับมอบหมายและทำงานร่วมกับกลุ่มได้ดี
         นอกจากนี้ใบกิจกรรมยังเป็นสื่อการสอนที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการฝึกทักษะให้แก่นักเรียน ซึ่งในแบบฝึกมีกิจกรรมให้นักเรียนได้ฝึกฝนอย่างหลากหลายเรียงลำดับเนื้อหาความรู้จากง่ายไปสู่ยาก เหมาะกับนักเรียนกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ เพราะการฝึกบ่อยๆ จะสามารถช่วยให้นักเรียนมีความเข้าใจเกิดทักษะทางด้านการเขียนแบบคงทน เกิดความชำนาญ ถูกต้องและแม่นยำ เป็นผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ดังที่ สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553:95) กล่าวว่า ใบกิจกรรมเป็นสื่ออย่างหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในบทเรียนหรือเรื่องที่กำลังเรียน ซึ่งผู้สอนได้ออกแบบใบกิจกรรม เพื่อฝึกทักษะการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามศักยภาพของตน ทำให้ผู้เรียนมีความแม่นยำในเรื่องที่ต้องการฝึก นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมสร้างคุณลักษณะของผู้เรียนให้คิดเป็น มีความรับผิดชอบและมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้
 
 

ให้คะแนนบทความนี้
[รวม: 0 เฉลี่ย: 0]