การศึกษารูปแบบการบริหารการศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้ โรงเรียนเป็นฐานมุ่งสู่คุณภาพโรงเรียนบ้านเหนือคลอง

เว็บบอร์ดหมวดหมู่: เผยแพร่ผลงานวิชาการการศึกษารูปแบบการบริหารการศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้ โรงเรียนเป็นฐานมุ่งสู่คุณภาพโรงเรียนบ้านเหนือคลอง
วรรณา คล้ายฉิม asked 1 เดือน ago

วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ“Best Practice”ด้านการบริหารจัดการ
 1.ชื่อผลงาน “การศึกษารูปแบบการบริหารการศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานมุ่งสู่คุณภาพโรงเรียนบ้านเหนือคลอง ” โดยนางสาววรรณา   คล้ายฉิม  ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเหนือคลอง  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2 โทรศัพท์ 081-3881973
 2.แนวคิด หลักการ/ความเป็นมา
       2.1 แนวคิดการจัดการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
                 แนวคิดเรื่องการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานนั้น ได้รับอิทธิพลมาจากกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จจากหลักการ วิธีการ และกลยุทธ์ในการทำให้องค์การมี ประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ผลการปฏิบัติงานมีคุณภาพ สร้างกำไรและสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าและ ผู้เกี่ยวข้องยิ่งขึ้น  ความสำเร็จดังกล่าวนี้ทำให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องเห็นว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้นนั้นต้องปรับกระบวนการและวิธีการที่เคยเน้นแต่เรื่องการเรียนการสอนปรับไปสู่การบริหารโดยการ กระจายอำนาจไปยังโรงเรียนที่เป็นหน่วยปฏิบัติและให้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการบริหารและจัด การศึกษาอย่างแท้จริง
                 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดนโยบายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563  โดยยึดหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืน และการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต เป็นแนวทางในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561 – 2580 แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 – 2580) แผนปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12  (พ.ศ. 2560 – 2565 ) แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579  และมุ่งสู่ Thailand 4.0 ดังนี้
นโยบายที่ 1 ด้านการจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของมนุษย์และของชาติ
นโยบายที่ 2 ด้านการจัดการศึกษาเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นโยบายที่ 3 ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์
นโยบายที่ 4 ด้านการสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการการศึกษาที่มีคุณภาพมีมาตรฐานและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
นโยบายที่ 5 ด้านการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
นโยบายที่ 6 ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษา
                โรงเรียนบ้านเหนือคลอง มีจุดเน้นการดำเนินการที่สอดคล้องเชื่อมโยงกับนโยบายสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563  ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561 – 2580  และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรังเขต 2 ดังนี้
 
 
 
 
วิสัยทัศน์
              ภายในปี พ.ศ.2565 มุ่งเน้นการจัดการศึกษาให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา  พัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้คู่คุณธรรม  ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้สู่ศตวรรษที่ 21 ก้าวทันเทคโนโลยีและดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและบริหารจัดการศึกษาโดยยึดหลักธรรมาภิบาล
พันธกิจ (Mission)

  1. จัดการศึกษาให้ประชากรวัยเรียนทุกคนได้รับการศึกษาทุกรูปแบบอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ
  2. จัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนานักเรียนให้เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม 12 ประการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  มีทักษะกระบวนการคิดและวัฒนธรรมในการต่อต้านการทุจริต  มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี
  3. จัดกิจกรรมส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามมาตรฐานการเรียนรู้ ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยนำสื่อนวัตกรรม เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสมให้เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้
  4. พัฒนาระบบการบริหารจัดการที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยยึดหลักการบริหารแบบมีส่วนร่วมตามหลักการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School Based Management:SBM)
  5. 5. พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงาน วิชาการ บุคลากร งบประมาณ และบริหารทั่วไป  ให้มีความคล่องตัว  ถูกต้อง  ทันต่อการใช้งาน
  6. พัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีศักยภาพตามมาตรฐานวิชาชีพ

2.2 หลักการ
            หลักการสำคัญในการบริหารแบบ (School-Based Management) ตามแนวคิดของ อุทัย บุญ ประเสริฐ (2542:154 – 156) ได้แก่
1) หลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาจาก กระทรวงและส่วนกลางไปยังสถานศึกษาให้มากที่สุด โดยมีความเชื่อว่าโรงเรียนเป็นหน่วยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการศึกษาเด็ก
 2) หลักการมีส่วนร่วม (Participation or Collaboration or Involvement) เปิดโอกาส ให้ผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้มีส่วนร่วมในการบริหาร ตัดสินใจ และร่วมจัดการศึกษา ทั้งครู ผู้ปกครอง ตัวแทนศิษย์เก่าและตัวแทนนักเรียนการที่บุคคลมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา จะเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ และจะรับผิดชอบในการจัดการศึกษามากขึ้น
 3) หลักการคืนอำนาจจัดการศึกษาให้ประชาชน (Return Power to People) ในอดีตการจัดการศึกษาจะทำหลากหลายทั้งวัดและองค์กรในท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการ ต่อมามีการร่วมการจัดการศึกษาไปให้ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เกิดเอกภาพและมาตรฐานทางการศึกษา แต่เมื่อประชากรเพิ่มขึ้น ความเจริญ ต่าง ๆ ก้าวไปอย่างรวดเร็ว การจัดการศึกษา โดยส่วนกลางเริ่มมีข้อจำกัดเกิดความล่าช้าและไม่สนองความ ต้องการของผู้เรียนและชุมชนอย่างแท้จริงจึงต้องมีการคืนอำนาจให้ท้องถิ่นและประชาชนได้จัดการศึกษาเอง อีกครั้ง
 
 
 
 
4) หลักการบริหารตนเอง (Self-managing) ในระบบการศึกษาทั่วไป มักจะกำหนดให้โรงเรียนเป็น หน่วยปฏิบัติตามนโยบายของส่วนกลาง โรงเรียนไม่มีอำนาจอย่างแท้จริงสำหรับการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็น ฐานนั้นไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย และนโยบายของส่วนรวม แต่มีความเชื่อว่าวิธีการ ทำงานให้บรรลุเป้าหมายนั้นทำได้หลายวิธี การที่ส่วนกลางทำหน้าที่เพียงกำหนดนโยบายและเป้าหมายแล้ว ปล่อยให้โรงเรียนมีระบบการบริหารด้วยตนเอง โดยให้โรงเรียนมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินงาน ซึ่งอาจดำเนินการได้หลากหลายด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน แล้วแต่ความพร้อมและสถานการณ์ ของ โรงเรียนผลที่ได้น่าจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมที่ทุกอย่างกำหนดมาจากส่วนกลาง ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือ ทางอ้อม
5) หลักการตรวจสอบและถ่วงดุล (Check and Balance) ส่วนกลางมีหน้าที่กำหนด นโยบายและ ควบคุมมาตรฐาน มีองค์กรอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพการบริหารและการจัดการศึกษาเพื่อให้มีคุณภาพ และมาตรฐานเป็นไปตามกำหนดและมาตรฐานเป็นไปตามกำหนด และเป็นไปตามนโยบายของชาติ จาก หลักการดังกล่าวทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานจะเป็นการบริหารงานที่ทำให้เกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากกว่ารูปแบบการจัดการศึกษาที่ผ่านมา
2.3 ทฤษฎีที่นำมาใช้ในการพัฒนา
               Best Practice ได้แก่ ทฤษฎี y (Theory y) ของแมคเกรเกอร์(Mc Gregor 1960) ที่มีแนวคิดว่าผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพ จะต้องพยายามสนับสนุนและพัฒนาการทำงานของผู้ร่วมงาน ให้เข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจในส่วนที่มีผลกับตัวเขา เพิ่มโอกาสด้านความพึงพอใจทางสังคม เพิ่มความรับผิดชอบ เพื่อให้เห็นว่าเขาเป็นบุคคลคนสำคัญ และ เชื่อมั่นในความสามารถ และเพิ่มการมีส่วนร่วมในกิจกรรมขององค์การ ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ (Need Hirachy Theory) และทฤษฎีสองปัจจัย(Motivation Hygien Theory) ของอับบราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) และเฟรเดอริคเฮิรซ์เบอร์ก (Frederick Herzberg) ซึ่งกล่าวไว้สอดคล้องกันว่า งานขั้นแรกของผู้บริหาร คือ การทำให้องค์การทำหน้าที่ให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนด ไว้ซึ่งการที่จะทำเช่นนั้นได้ ผู้บริหารจะต้องใช้ความสามารถทุกวิถีทางที่จะทำให้ผู้ร่วมงานได้ปฏิบัติงานอย่างมี ประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดผลดีต่อสถานศึกษา วิธีหนึ่งที่ผู้บริหารสามารถนำมาใช้ได้อย่างดี คือ การจูงใจบุคลากร ในโรงเรียนทำงาน นั่นคือ ผู้บริหารต้องรู้และเข้าใจลำดับขั้นความต้องการของผู้ร่วมงาน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ ผู้ร่วมงานให้บรรลุผลสำเร็จ
2.4 รูปแบบที่นำมาใช้ในการพัฒนา
               Best Practice ใช้รูปแบบการบริหารการศึกษาแบบมีส่วนร่วม โดยใช้เทคนิค 5 ขั้นตอน และ 5 ร่วม คือ การร่วมคิด การร่วมวางแผน การร่วมปฏิบัติ การร่วมประเมินผล และร่วมชื่นชม
3.วัตถุประสงค์ของการพัฒนา
        เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารการศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานมุ่งสู่คุณภาพโรงเรียนบ้านเหนือคลอง
 4.กลุ่มเป้าหมาย
            4.1 คณะครูและบุคลากรโรงเรียนบ้านเหนือคลอง
            4.2 นักเรียนโรงเรียนบ้านเหนือคลอง
 
 
 
 
 
 
 
 
 5.ขอบเขตงานวิจัย
   5.1 ประชากร ได้แก่คณะครู บุคลากรและนักเรียนโรงเรียนบ้านเหนือคลอง ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–6
   5.2 ตัวแปรที่ศึกษา
             ตัวแปรต้น  รูปแบบการบริหารการศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
             ตัวแปรตาม คุณภาพโรงเรียนบ้านเหนือคลอง
    5.3 ระยะเวลา ปีการศึกษา 2563
    5.4  นิยามศัพท์เฉพาะ คุณภาพโรงเรียนบ้านเหนือคลอง หมายถึง ผลการสอบประเมินคุณภาพผู้เรียน
(NT)ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ผลการพัฒนาความสามารถนักเรียน   การได้รับรางวัลของโรงเรียน ของครูและบุคลากรใน โรงเรียนบ้านเหนือคลอง   ปีการศึกษา 2563
6.กระบวนการพัฒนาวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ
                   การศึกษารูปแบบการบริหารการศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานมุ่งสู่คุณภาพโรงเรียนบ้านเหนือคลอง ได้ดำเนินการในรูปคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้นำชุมชน ผู้ปกครอง คณะครูโรงเรียนบ้านเหนือคลอง และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 5 ขั้นตอน และ 5 ร่วม ดังนี้
                   ขั้นตอนที่ 1 ร่วมคิด: ศึกษาบริบท รับรู้สภาพปัญหาของโรงเรียน
                   ขั้นตอนที่ 2 ร่วมวางแผน: วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการในการพัฒนา
                   ขั้นตอนที่ 3 ร่วมปฏิบัติ: พิจารณาทางเลือกในการแก้ปัญหาที่เหมาะสมไปสู่การปฏิบัติ
                   ขั้นตอนที่ 4 ร่วมประเมินผล: ประเมินผล โดยใช้กระบวนการ ตรวจสอบ ทบทวน
                   ขั้นตอนที่ 5 ร่วมชื่นชม: ขยายผลและเผยแพร่ผลงาน
7.การดำเนินงาน/กระบวนการ/วิธีปฏิบัติ
            โรงเรียนบ้านเหนือคลอง  จัดทำแนวทางการดำเนินงาน และนำไปใช้ตามกระบวนการ 5 ขั้นตอน และเทคนิค 5 ร่วม ตามรูปแบบการบริหารการศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานมุ่งสู่คุณภาพโรงเรียนบ้านเหนือคลอง ได้ดำเนินการตามวิธีการและกระบวนการดังนี้
1) การร่วมคิด ได้แก่ ศึกษาบริบท เพื่อรับรู้สภาพปัญหาของโรงเรียน โดยการรับข้อมูล รับฟัง ข้อคิดเห็นจากครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน โดยการสอบถาม ให้โอกาสในการแสดงความเห็นถึงปัญหา และความต้องการ
2) การร่วมวางแผน นำข้อมูลที่ได้รับจากทุกฝ่ายมาวิเคราะห์สภาพปัญหาที่พบ ทั้งจากอดีต ปัจจุบัน และทิศทางในอนาคต เพื่อนำไปสู่การหาแนวทางแก้ไขปัญหา
 
 
 
 
3) การร่วมปฏิบัติโดยพิจารณาทางเลือกในการแก้ปัญหาที่เหมาะสมไปสู่การตัดสินใจในการปฏิบัติงาน ของโรงเรียน โดยใช้กระบวนการ PDCA นำข้อมูลที่ได้รับเข้าประชุมชี้แจง ระดม ความคิด เน้นให้ทุกฝ่ายมีส่วน ร่วมในการพิจารณาร่วมกันในการหาแนวทางแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นของสถานศึกษา โดยการจัดทำแผนพัฒนา การจัดการศึกษา แผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุตามเป้าหมายที่โรงเรียนกำหนด จัดทำรายงานโครงการ ประชุมสรุปผลการดำเนินงาน กำหนดแนวทางพัฒนาในปีการศึกษาต่อไป และรายงาน ผลการดำเนินงานให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรับทราบ
 4) การร่วมประเมินผล โดยใช้กระบวนการ ตรวจสอบ ทบทวน และประเมินกระบวนการปฏิบัติงาน อย่างสม่ำเสมอ มีการประเมินผลผลิต ผลลัพธ์ที่เกิดจากการปฏิบัติงาน และประเมินความพึงพอใจของนักเรียน และผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา ชุมชน เพื่อนำผลไปวิเคราะห์ เพื่อหาแนวทางใน การพัฒนาและส่งเสริมให้ตรงกับความต้องการ และเพื่อพัฒนางานต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่องต่อไป
5) ร่วมชื่นชม ขยายผล และเผยแพร่ผลงาน ความภาคภูมิในในความสำเร็จทุกด้าน ให้ผู้ปกครอง ชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษา และต่อโรงเรียนต่าง ๆ ที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในเครือข่ายและนอก เครือข่าย รวมทั้งรายงานผลการพัฒนาการจัดการศึกษาเขตพื้นที่ให้รับทราบความสำเร็จ เมื่อสิ้นปีการศึกษา
 
สรุปสภาพปัญหา จุดเด่น จุดที่ควรพัฒนาในการจัดการศึกษาของสถานศึกษาจากการวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการในการพัฒนาโรงเรียนบ้านเหนือคลองของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
สภาพปัญหา
           สถานศึกษาส่งเสริม และพัฒนาการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน จัดการเรียนการสอนโดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ใช้บริบท และแหล่งเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางการศึกษา ควรมีการปรับปรุง สภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน นอกจากนี้ควรจัดหาสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ และ คอมพิวเตอร์ ขยายอินเทอร์เน็ตให้เพียงพอกับจำนวนผู้เรียน รวมถึงการจัดหาหนังสือเพิ่มเติมในห้องสมุด เพื่อ ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้
ระดับการศึกษาปฐมวัย
จุดเด่น

  1. เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจสังคมและสติปัญญาสมวัย มีคุณธรรมจริยธรรม มีระเบียบวินัย ปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียน แต่งกายเรียบร้อย มีมารยาทดี สุภาพ พูดจาไพเราะ และปฏิบัติตนตาม แสดงออกซึ่งการตอบแทนพระคุณอย่างเหมาะสม มีความเมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเสียสละเพื่อส่วนรวม และมีเจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริต รักการเรียนรู้ แสวงหาข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกโรงเรียนได้ตามทักษะความสามารถของแต่ละบุคคล
  2. สถานศึกษามีการกำหนดปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจและเป้าประสงค์ สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษา นโยบายหน่วยงานต้นสังกัด และมีการนำไปกำหนดจุดเน้น จุดเด่น ในการพัฒนาผู้เรียนเกิดความโดดเด่นในด้านการประหยัด และการออมสะท้อนเป็นเอกลักษณ์ของสถานศึกษา ผู้บริหารมีความรู้ความสามารถ มีความมุ่งมั่น มีวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการ และพัฒนาสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ ส่งผลให้เด็กมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตสมวัยและมีพัฒนาการ ทั้ง 4 ด้านสมวัย มีทักษะพื้นฐานเหมาะสมตามวัย  
  3. สถานศึกษาดำเนินการพัฒนาประสิทธิภาพของการบริหารจัดการและพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นระบบ ครบวงจร ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการวางระบบสภาพแวดล้อมภายในอาคาร ห้องเรียนและ บริเวณรอบโรงเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ รวมถึงมีมาตรการด้านความปลอดภัย และการป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็งในชุมชน

 
 
 
 
 
จุดที่ควรพัฒนา
     1.พัฒนาในด้านการจัดกิจกรรมเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆให้กับนักเรียน ทั้ง ด้านสติปัญญา การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมให้เด็กได้เรียนรู้และนำไปใช้ได้มากขึ้น
     2.ควรเพิ่มจำนวนครูหรือพี่เลี้ยงเด็กให้มีจำนวนเพียงพอกับการดูแลเด็กในการปฏิบัติ กิจวัตรประจำวันเพิ่มมากขึ้น และวิธีการจัดการพัฒนาการเรียนรู้รวมถึงการแก้ปัญหานักเรียนอย่างใกล้ชิดรายบุคคล
     3.พัฒนาแหล่งเรียนรู้ในด้านของมุมเรียนรู้ต่าง ๆให้เหมาะสม กับสภาพที่จำกัดของโรงเรียน
ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

  1. 1. นักเรียนมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย ปฏิบัติตาม กฎระเบียบของโรงเรียน แต่งกายเรียบร้อย มีมารยาทดี สุภาพ พูดจาไพเราะ และปฏิบัติตนตามหลักธรรม เบื้องต้น มีความกตัญญูกตเวที มีความเมตตากรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความใฝ่รู้ใฝ่เรียน และรักการเรียนรู้ อย่างต่อเนื่อง แสวงหาข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน รู้จักหลีกเลี่ยงสิ่งเสพติดและสิ่งมอมเมา มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อน ครู และผู้อื่น กล้าแสดงออกและให้เกียรติผู้อื่น
  2. 2. สถานศึกษามีการจัดองค์กรโครงสร้างและระบบบริหารอย่างเป็นระบบ มีการมอบหมายงานและผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน บริหารงานโดยใช้ระบบสารสนเทศที่ชัดเจนถูกต้อง ครบถ้วน มีการนิเทศติดตาม ประเมินผล และนำผลการประเมินมาปรับปรุงบริหารอย่างต่อเนื่อง มีหลักสูตรสถานศึกษาที่เหมาะสมกับ ผู้เรียนและท้องถิ่น มีการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ครูมีคุณธรรม จริยธรรม และปฏิบัติตนตาม จรรยาบรรณของวิชาชีพ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เรียน ผู้ปกครอง และชุมชน มีความมุ่งมั่น อุทิศตนในการสอน และพัฒนาผู้เรียน มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ รู้และเข้าใจ เป้าหมายของการจัดการศึกษา และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามเป้าหมายและเกณฑ์ของสถานศึกษาที่กำหนด และมีผลการทดสอบระดับชาติที่พัฒนาขึ้น
  3. 3. สถานศึกษามีการสนับสนุนและใช้แหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาในท้องถิ่น จัดทำหลักสูตรท้องถิ่น มีการ ร่วมมือกันระหว่างบ้าน องค์กรทางศาสนา สถาบันทางวิชาการ และองค์กรภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาวิถี การเรียนรู้ในชุมชน เป็นแหล่งวิทยาการในการแสวงหาความรู้และบริการชุมชน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมกัน และมีการพัฒนาด้านของบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม ที่สะอาด ปลอดภัย มีความสวยงาม ส่งผลให้การ บริการและการจัดการพัฒนาสถานศึกษามีประสิทธิภาพ

จุดที่ควรพัฒนา
      1.นักเรียนบางส่วนยังต้องปลูกฝังความมีระเบียบวินัย ยังมีนักเรียนที่ยังอ่านไม่คล่อง เขียนไม่คล่อง คิดคำนวณไม่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน ขาดทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาที่ถูกวิธี ยังมีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การซื้อของไม่มีประโยชน์ และ สภาพสังคมในปัจจุบันทำให้เด็กมีค่านิยมที่ผิดๆ ชอบฟุ้งเฟ้อ แม้โรงเรียนจะมีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน แต่ภาระงานของครูในปัจจุบันมีมากมาย บางครั้งยากต่อการดูแลอย่างทั่วถึง และผู้ปกครองบางคนก็ไม่มีเวลาดูแลบุตรหลานอย่างเต็มที่ อาจเป็นเพราะปัญหาด้าน เศรษฐกิจ ทำให้นักเรียนบางคนประพฤติปฏิบัติตนไปในทางที่ไม่เหมาะสม ครูต้องหาวิธีในการแก้ปัญหา
       2.ยังมีครูที่สอนไม่ตรงเอก บางคนยังขาด ทักษะในการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาการเรียนรู้ของตนเองและผู้อื่น และขาดทักษะในการทำวิจัยเพื่อพัฒนา ตนเอง และควรมีการจัดหลักสูตรท้องถิ่นที่หลากหลายมากขึ้น
      3.ควรต้องมีการวางรูปแบบในการจัดให้เป็น สังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์กับนักเรียนให้ได้มากที่สุด
 
 
 
 

  1. 8. ผลการปฏิบัติงาน

         8.1. ผลสำเร็จเชิงปริมาณ
              (1) นักเรียนร้อยละ 100 ได้รับการดูแลช่วยเหลือ ทุกคนมีความรู้ ความสามารถ มีคุณภาพตาม เกณฑ์มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน
              (2) ครู ร้อยละ 100 มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการจัดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
              (3) โรงเรียนให้การบริการทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ
              (4) โรงเรียนได้รับการยอมรับ และรับความร่วมมือจากคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน และองค์กร ต่าง ๆ ในการช่วยเหลือในการพัฒนานักเรียนและโรงเรียน
       8.2. ผลสำเร็จเชิงคุณภาพ
               (1) นักเรียนทุกคนได้รับการเอาใจใส่ และรับการช่วยเหลือในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้อง ได้รับการบริการทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ได้รับการส่งเสริมให้เป็นคนดีมีคุณธรรม นำการดำรงชีวิต ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน อยู่ร่วมกัน กับผู้อื่นในสังคม ได้อย่างมีความสุข มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่สถานศึกษากำหนด               
               (2) บุคลากรทุกคนเป็นผู้ที่มีคุณธรรมจริยธรรมมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อชุมชน และมีความสามัคคี ให้ความร่วมมือกับสถานศึกษาในการพัฒนานักเรียน พัฒนาตนเองและพัฒนางานอยู่เสมอและมีความภาคภูมิใจในความสำเร็จของสถานศึกษาร่วมกัน
               (3) คณะครู ผู้ปกครอง ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและ ร่วมดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนอย่างทั่วถึง
              (4) ชุมชนมีความเข้าใจในแนวทางการบริหารสถานศึกษา สนับสนุนและพึงพอใจในผลการบริหารจัดการศึกษาของโรงเรียนและชื่นชมความสำเร็จของสถานศึกษา

คลิกให้คะแนนโพสต์นี้
[Total: 0 Average: 0]