การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

เว็บบอร์ดหมวดหมู่: เผยแพร่ผลงานวิชาการการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

ชื่อเรื่อง    การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ชื่อผู้วิจัย  นายชยเดช  เนียมวีระ  ตำแหน่ง  ครู  วิทยฐานะ  ครูชำนาญการพิเศษ
                โรงเรียนเทศบาล ๑  นาเริ่งราษฎ์บำรุง  สังกัดเทศบาลตำบลหนองแค
                อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี
ปีที่วิจัย     ปีการศึกษา  2563
 
บทคัดย่อ
 
            การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research& Development ) มีวัตถุประสงค์  ดังนี้  1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน  เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  2) เพื่อการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน  เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1   3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอน  เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1   และ 4)  เพื่อประเมินผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอน  เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1    แหล่งข้อมูล/กลุ่มเป้าหมายตามวัตถุประสงค์การวิจัยขั้นตอนที่ 1  ได้แก่   หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)  สาระที่  3 วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ  มาตรฐาน ว 3.1 ตัวชี้วัด ป 1/1 และ ป1/2 และมาตรฐาน ว 3.2 ตัวชี้วัด ป1/1  ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องการการเรียนการสอน ได้แก่ ทฤษฎีการสร้างความรู้ Cognitive ของ Piage และ  Social Constructivism ของ Vygotsky   และการศึกษาแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากการสอบถามความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562  จำนวน  10 คน ประเด็นการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการของครูหัวหน้างานวิชาการโรงเรียนและครูหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  และประเด็นการสนทนาอย่างไม่เป็นทางการของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  จำนวน 3 คน แหล่งข้อมูล/กลุ่มเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยขั้นตอนที่ 2 ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานในขั้นตอนที่ 1  ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ในการตรวจสอบความเหมาะสม/สอดคล้อง  และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 30 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง  แหล่งข้อมูล/กลุ่มตัวอย่างตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยขั้นตอนที่ 3 และ  4  ได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา  2563 โรงเรียนเทศบาล ๑ นาเริ่งราษฎ์บำรุง  สังกัดเทศบาลตำบลหนองแค  อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี จำนวน 34 คน  ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random  Sampling )  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) คู่มือการใช้รูปแบบการเรียนการสอน (PPOSE Model)  2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  4)  แบบวัดจิตวิทยาศาสตร์  และ5) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้รูปแบบการเรียนการสอน  เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1   การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปและการคิดวิเคราะห์เนื้อหา(content analysis) สถิติที่ใช้ได้แก่การหาค่าเฉลี่ย  () ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าที (t-test dependent )
 
 ผลการวิจัย
 

  1. ข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่า ข้อมูลพื้นฐานโดยภาพรวมมีความเหมาะสม/สอดคล้องและเพียงพอกับการศึกษา เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 1 โดยจุดมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) มีเป้าหมายการของการศึกษา มุ่งให้มีการนำความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการศึกษา ค้นคว้าหาความรู้และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์นั้นจะต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านเนื้อหาสาระและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และกระตุ้นให้เกิดจิตวิทยาศาสตร์ และจากความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียน พบว่า ต้องการให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนุกดึงดูดความสนใจให้กับนักเรียนโดยให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเองเป็นกลุ่มเพื่อให้เกิดความมั่นใจ มีการแข่งขันซึ่งจะทำให้นักเรียนชอบมาโรงเรียนและควรให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในกิจกรรมด้วย ในส่วนของครูหัวหน้างานวิชาการโรงเรียนและครูหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีความคิดเห็นว่าควรพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานไปพร้อมๆ กับการเสริมสร้างพฤติกรรมจิตวิทยาศาสตร์เพื่อนำไปใช้ในการเรียนระดับสูงขึ้นไป และความคิดเห็นของครูผู้สอนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 เห็นว่าควรเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์เพราะมีความสำคัญต่อความสำเร็จในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยต้องพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสม
  2. ผลการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่า รูปแบบการเรียนการสอน (PPOSE Model ) ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยกระบวนการเรียนรู้  5 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 เตรียมความพร้อมและกระตุ้นจูงใจในการเรียน (Preparing and Motivating: P ) ขั้นตอนที่ 2 การฝึกปฏิบัติทักษะ (Practice Skills: P) ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนการฝึกปฏิบัติ 3 ขั้น  1) รวบรวมข้อมูล  2) วิเคราะห์  3) ประยุกต์ใช้ ขั้นตอนที่ 3 จัดระเบียบความรู้ (Organizing Knowledge: O)  ขั้นตอนที่ 4 สรุป (Summarizing: S)  และขั้นตอนที่ 5 การประเมินผล (Evaluation: E)   มีความเหมาะสม/สอดคล้องตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ 5 คน  โดยมีค่าความเหมาะสมสอดคล้องมีค่าเฉลี่ย () เท่ากับ  94  และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 0.12  และจากการหาประสิทธิภาพโดยนำไปทดลองใช้ (Tyout)  กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา  2563  ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน  30 คน พบว่า  มีประสิทธิภาพ ( E1/E2 ) เท่ากับ 82.57/84.33  เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 2  และเมื่อนำรูปแบบการเรียนการสอนไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างพบว่า สามารถเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้ซึ่งยอมรับสมมติฐานข้อที่ 3
  3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (PPOSE Model) พบว่า จากการนำรูปแบบการเรียนการสอน (PPOSE  Model ) ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนเทศบาล ๑ นาเริ่งราฎ์บำรุง  สังกัดเทศบาลตำบลหนองแค อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี  จำนวน 34  ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling ) ใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม (Sampling  Unit ) หลังการเรียนการสอนนักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  โดยมีค่าการทดสอบที ( t-test  dependent ) เท่ากับ 89.074  โดยก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย () เท่ากับ 17.38  และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เท่ากับ 1.50 และหลังเรียนเท่ากับ  33.88 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.20   เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 4 และมีพัฒนาการด้านพฤติกรรมด้านจิตวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่องโดยในระยะที่ 1 มีค่าเฉลี่ย () เท่ากับ 3.79และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เท่ากับ 1.01 ระยะที่ 2 ค่าเฉลี่ย () เท่ากับ  4.11  และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เท่ากับ 0.89   และระยะที่ 3 ค่าเฉลี่ย () เท่ากับ 4.79และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เท่ากับ 1.22  เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 5        
  4. ผลการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (PPOSE Model) พบว่า หลังการจัดการเรียนการสอนนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการเรียนการสอนในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ย () เท่ากับ  4.30 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.31  เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 6

 
 
 
 

คลิกให้คะแนนโพสต์นี้
[Total: 0 Average: 0]

ชื่อเรื่อง    การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ชื่อผู้วิจัย  นายชยเดช  เนียมวีระ  ตำแหน่ง  ครู  วิทยฐานะ  ครูชำนาญการพิเศษ
                โรงเรียนเทศบาล ๑  นาเริ่งราษฎ์บำรุง  สังกัดเทศบาลตำบลหนองแค
                อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี
ปีที่วิจัย     ปีการศึกษา  2563
 
บทคัดย่อ
 
            การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research& Development ) มีวัตถุประสงค์  ดังนี้  1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน  เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  2) เพื่อการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน  เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1   3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอน  เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1   และ 4)  เพื่อประเมินผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอน  เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1    แหล่งข้อมูล/กลุ่มเป้าหมายตามวัตถุประสงค์การวิจัยขั้นตอนที่ 1  ได้แก่   หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)  สาระที่  3 วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ  มาตรฐาน ว 3.1 ตัวชี้วัด ป 1/1 และ ป1/2 และมาตรฐาน ว 3.2 ตัวชี้วัด ป1/1  ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องการการเรียนการสอน ได้แก่ ทฤษฎีการสร้างความรู้ Cognitive ของ Piage และ  Social Constructivism ของ Vygotsky   และการศึกษาแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากการสอบถามความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562  จำนวน  10 คน ประเด็นการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการของครูหัวหน้างานวิชาการโรงเรียนและครูหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  และประเด็นการสนทนาอย่างไม่เป็นทางการของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  จำนวน 3 คน แหล่งข้อมูล/กลุ่มเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยขั้นตอนที่ 2 ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานในขั้นตอนที่ 1  ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ในการตรวจสอบความเหมาะสม/สอดคล้อง  และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 30 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง  แหล่งข้อมูล/กลุ่มตัวอย่างตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยขั้นตอนที่ 3 และ  4  ได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา  2563 โรงเรียนเทศบาล ๑ นาเริ่งราษฎ์บำรุง  สังกัดเทศบาลตำบลหนองแค  อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี จำนวน 34 คน  ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random  Sampling )  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) คู่มือการใช้รูปแบบการเรียนการสอน (PPOSE Model)  2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  4)  แบบวัดจิตวิทยาศาสตร์  และ5) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้รูปแบบการเรียนการสอน  เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1   การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปและการคิดวิเคราะห์เนื้อหา(content analysis) สถิติที่ใช้ได้แก่การหาค่าเฉลี่ย  () ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าที (t-test dependent )
 
 ผลการวิจัย
 

  1. ข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่า ข้อมูลพื้นฐานโดยภาพรวมมีความเหมาะสม/สอดคล้องและเพียงพอกับการศึกษา เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 1 โดยจุดมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) มีเป้าหมายการของการศึกษา มุ่งให้มีการนำความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการศึกษา ค้นคว้าหาความรู้และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์นั้นจะต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านเนื้อหาสาระและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และกระตุ้นให้เกิดจิตวิทยาศาสตร์ และจากความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียน พบว่า ต้องการให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนุกดึงดูดความสนใจให้กับนักเรียนโดยให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเองเป็นกลุ่มเพื่อให้เกิดความมั่นใจ มีการแข่งขันซึ่งจะทำให้นักเรียนชอบมาโรงเรียนและควรให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในกิจกรรมด้วย ในส่วนของครูหัวหน้างานวิชาการโรงเรียนและครูหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีความคิดเห็นว่าควรพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานไปพร้อมๆ กับการเสริมสร้างพฤติกรรมจิตวิทยาศาสตร์เพื่อนำไปใช้ในการเรียนระดับสูงขึ้นไป และความคิดเห็นของครูผู้สอนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 เห็นว่าควรเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์เพราะมีความสำคัญต่อความสำเร็จในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยต้องพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสม
  2. ผลการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่า รูปแบบการเรียนการสอน (PPOSE Model ) ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยกระบวนการเรียนรู้  5 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 เตรียมความพร้อมและกระตุ้นจูงใจในการเรียน (Preparing and Motivating: P ) ขั้นตอนที่ 2 การฝึกปฏิบัติทักษะ (Practice Skills: P) ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนการฝึกปฏิบัติ 3 ขั้น  1) รวบรวมข้อมูล  2) วิเคราะห์  3) ประยุกต์ใช้ ขั้นตอนที่ 3 จัดระเบียบความรู้ (Organizing Knowledge: O)  ขั้นตอนที่ 4 สรุป (Summarizing: S)  และขั้นตอนที่ 5 การประเมินผล (Evaluation: E)   มีความเหมาะสม/สอดคล้องตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ 5 คน  โดยมีค่าความเหมาะสมสอดคล้องมีค่าเฉลี่ย () เท่ากับ  94  และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 0.12  และจากการหาประสิทธิภาพโดยนำไปทดลองใช้ (Tyout)  กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา  2563  ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน  30 คน พบว่า  มีประสิทธิภาพ ( E1/E2 ) เท่ากับ 82.57/84.33  เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 2  และเมื่อนำรูปแบบการเรียนการสอนไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างพบว่า สามารถเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้ซึ่งยอมรับสมมติฐานข้อที่ 3
  3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (PPOSE Model) พบว่า จากการนำรูปแบบการเรียนการสอน (PPOSE  Model ) ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนเทศบาล ๑ นาเริ่งราฎ์บำรุง  สังกัดเทศบาลตำบลหนองแค อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี  จำนวน 34  ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling ) ใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม (Sampling  Unit ) หลังการเรียนการสอนนักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  โดยมีค่าการทดสอบที ( t-test  dependent ) เท่ากับ 89.074  โดยก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย () เท่ากับ 17.38  และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เท่ากับ 1.50 และหลังเรียนเท่ากับ  33.88 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.20   เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 4 และมีพัฒนาการด้านพฤติกรรมด้านจิตวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่องโดยในระยะที่ 1 มีค่าเฉลี่ย () เท่ากับ 3.79และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เท่ากับ 1.01 ระยะที่ 2 ค่าเฉลี่ย () เท่ากับ  4.11  และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เท่ากับ 0.89   และระยะที่ 3 ค่าเฉลี่ย () เท่ากับ 4.79และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เท่ากับ 1.22  เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 5        
  4. ผลการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (PPOSE Model) พบว่า หลังการจัดการเรียนการสอนนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการเรียนการสอนในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ย () เท่ากับ  4.30 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.31  เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 6

 
 
 
 

คลิกให้คะแนนโพสต์นี้
[Total: 0 Average: 0]