วันจันทร์, 3 ตุลาคม 2565

การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมด้านความสามารถในการอ่านในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดหนองค้อ จังหวัดชลบุรี

เว็บบอร์ดหมวดหมู่: เผยแพร่ผลงานวิชาการการพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมด้านความสามารถในการอ่านในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดหนองค้อ จังหวัดชลบุรี
จามรฤทธิ์ asked 7 เดือน ago

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาเกี่ยวกับด้านพฤติกรรมที่บ่งบอกความสามารถในการอ่านในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2) พัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมด้านความสามารถในการอ่านของพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 3) ประเมินผลการพัฒนารูปแบบการบริหารงาน วิชาการแบบมีส่วนร่วมด้านความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ 4) ติดตาม ผลลัพธ์ (Results of Implementation) พฤติกรรมนิสัยการอ่าน (Behavioral Outcome) ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่  1) กลุ่มผู้ร่วมวิจัย จํานวน 21 คน ประกอบด้วย ผู้วิจัยและผู้บริหาร จํานวน 2 คน (ผู้อำนวยการสถานศึกษาและรองผู้อำนวยการสถานศึกษาฝ่ายวิชาการ) คณะครู จํานวน 4 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จํานวน 15 คน 2) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยหรือกลุ่มผู้ให้ข้อมูล จํานวน 372 คน โดยเลือกแบบเจาะจง (เข้าร่วมโครงการเป็นเวลา 2 ปี ในปีการศึกษา 2564 และปีการศึกษา 2565 ภาคเรียนที่ 1) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จํานวน 186 คน (เลือกนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทั้งหมดที่สถานศึกษาเปิดสอน จำนวน 4 ห้องเรียน) ผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จํานวน 186 คน (เลือกผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาครอบครัวละ 1 คน) ครูประจําชั้น จํานวน 4 คน (เลือกครูประจำชั้นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่สอนรายวิชาภาษาไทย) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นจํานวน 1 ฉบับ แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 9 ฉบับ แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียน จํานวน 2 ฉบับ ฉบับมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.96 และ 0.98 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพและปัญหาด้านพฤติกรรมที่บ่งชี้ความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำแนกได้ 6 ประเด็น ดังนี้  (1.1) ด้านการอ่านออกเสียง (1.2) ด้านการแบ่งวรรค (1.3) เจตคติที่มีต่อการอ่านออกเสียง (1.4) การใช้น้ำเสียง (1.5) ลักษณะและท่าทางในการอ่านออกเสียง (1.6) ความสามารถในการจับใจความตามเนื้อเรื่องของผู้อ่าน 2) รูปแบบการบริหาร งานวิชาการแบบมีส่วนร่วมด้านความสามารถในการอ่านของพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นรูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis & McTaggart เป็นกระบวนการดําเนินการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมด้านความสามารถในการอ่านที่เป็นวงจร PAOR & R (B) ประกอบด้วย (1) ขั้นการวางแผน (2) ขั้นปฏิบัติการ (3) ขั้นสังเกตการณ์ (4) ขั้นสะท้อนผล และ 5) ขั้นผลลัพธ์ ความสามารถในการอ่านและพฤติกรรมนิสัยการอ่าน 9 กิจกรรม 3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความสามารถในด้านการอ่านดีขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาการฝึก จำนวน 9 กิจกรรม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ 4) ผลการประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติตนด้านนิสัยการอ่าน (Behavioral Outcome) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาการฝึกความสามารถในด้านการอ่าน จำนวน 9 กิจกรรม นักเรียนมีพฤติกรรมการปฏิบัติตนด้านนิสัยการอ่านอยู่ในระดับสูง

ให้คะแนนบทความนี้
[รวม: 0 เฉลี่ย: 0]