วันศุกร์, 28 กุมภาพันธ์ 2563

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ

หน้าแรก ฟอรั่ม เผยแพร่ผลงานวิชาการ เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ

  • This topic is empty.
กำลังดู 3 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 3 (ของทั้งหมด 3)
  • ผู้เขียน
    ข้อความ
  • #13208 Reply
    นางสาวจิราภรณ์ แสงอ่อน
    ผู้เยี่ยมชม

    ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหา
    เรื่อง พลังงานความร้อน โดยใช้รูปแบบการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5Es
    ร่วมกับเทคนิค KWDL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
    ผู้วิจัย นางสาวจิราภรณ์ แสงอ่อน
    ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
    โรงเรียนบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา
    ปีที่ศึกษา 2561

    บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายคือ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5Es ร่วมกับเทคนิค KWDL เรื่อง พลังงานความร้อน สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5Es ร่วมกับเทคนิค KWDLเรื่อง พลังงานความร้อน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5Es ร่วมกับเทคนิค KWDL เรื่อง พลังงานความร้อน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ของ คะแนนเต็ม และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5Es ร่วมกับเทคนิค KWDL เรื่อง พลังงานความร้อน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 33 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5Es ร่วมกับเทคนิค KWDL เรื่อง พลังงานความร้อน สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้รูปแบบการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5Es ร่วมกับเทคนิค KWDL เรื่อง พลังงานความร้อน สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5Es ร่วมกับเทคนิค KWDL เรื่อง พลังงานความร้อน สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหา เรื่อง พลังงานความร้อน โดยใช้รูปแบบการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5Es ร่วมกับเทคนิค KWDL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test ผลการวิจัยพบว่า
    1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5Es ร่วมกับเทคนิค KWDL เรื่อง พลังงานความร้อน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 94.81/86.26
    2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้รูปแบบการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5Es ร่วมกับเทคนิค KWDL เรื่อง พลังงานความร้อน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
    3. ความสามารถในการแก้ปัญหา โดยใช้รูปแบบการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5Es ร่วมกับเทคนิค KWDL เรื่อง พลังงานความ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีจำนวนนักเรียน ที่ผ่านเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 90.90
    4. ความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถ เรื่อง พลังงานความร้อน โดยใช้รูปแบบการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5Es ร่วมกับเทคนิค KWDL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

    #13209 Reply
    นางสาวจิราภรณ์+แสงอ่อน
    ผู้เยี่ยมชม

    ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับ Co 5 STEPs
    และ Coaching ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
    และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
    ผู้วิจัย นางสาวจิราภรณ์ แสงอ่อน
    ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
    โรงเรียนบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา
    ปีที่วิจัย 2562

    บทคัดย่อ
    การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D)
    มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานการการเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับ Co 5 STEPs และ Coaching ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2)เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับ Co 5 STEPs และ Coaching ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนการเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับ Co 5 STEPs และ Coaching ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แหล่งข้อมูล/กลุ่มตัวอย่าง ตามวัตถุประสงค์การวิจัยครั้งนี้ แหล่งข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 35 คน ที่กำลังศึกษาภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cutter Random Sampling) แหล่งข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่ 2 หลักสูตรการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ , เป้าหมายการเรียนรู้วิทยาศาสตร์,, เอกสารเกี่ยวกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ , เอกสารเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนการสอน คู่มือการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ และแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบการวัดผลการเรียนรู้ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ,ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน,นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แหล่งข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่ 3 และ 4 เป็นประชากร : นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 ห้อง จำนวน 367 คน ,กลุ่มตัวอย่าง : นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 จำนวน 35 คนโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cutter Random Sampling) เครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย รูปแบบการเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับ Co 5 STEPs และ Coaching ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนการเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับ Co 5 STEPs และ Coaching ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคำนวณสำเร็จรูปและการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าที (t-test Dependent)
    ผลการวิจัยพบว่า
    1.ข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนารูปแบบการเรียนการเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบ
    โครงงานร่วมกับ Co 5 STEPs และ Coaching ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า หลักสูตรการเรียนวิทยาศาสตร์เน้นให้นักเรียนมีทักษะการคิดและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น
    2. ผลการพัฒนารูปแบบการเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับ Co 5 STEPs และ Coaching ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้
    3. ผลการพัฒนารูปแบบการเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับ Co 5 STEPs และ Coaching ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า การเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
    4. ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่ต่อรูปแบบการเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับ Co 5STEPs และ Coaching ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับ มากที่สุด

    #13270 Reply
    นันทธิดา
    ผู้เยี่ยมชม

    กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนร่มโพธิ์วิทยา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 28 คน ได้มาด้วยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL ร่วมกับ แบบฝึกทักษะ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีความยากง่ายตั้งแต่ 0.29-0.79 มีอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20-0.69 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.629 โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที ( t-test )
    ผลการวิจัย พบว่า
    1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 83.95/84.91 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 75/75
    2. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL ร่วมกับ แบบฝึกทักษะ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.76 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้ คิดเป็นร้อยละ 76
    3. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
    4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL ร่วมกับ แบบฝึกทักษะ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

กำลังดู 3 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 3 (ของทั้งหมด 3)
ตอบกลับไปยัง: เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ข้อมูลของคุณ:




Loading...